bookmark_borderภาวะขาดน้ำ สัญญาณเตือน

ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องใช้สารอาหารต่างๆ ในการหล่อเลี้ยงเพื่อเพิ่มพลังงานที่จำเป็นและเหมาะสม หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปในแต่ละวัน ร่างกายก็จะแสดงสัญญาณการทำงานที่ไม่สมบูรณ์ออกมาให้เราได้เห็น

โดยเฉพาะหากเมื่อปล่อยให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดน้ำเป็นระยะเวลานาน สัญญาณอันตรายต่างๆ ก็จะแสดงอาการออกมาให้ได้รู้ว่าคุณกำลังอยู่ในสภาวะขาดน้ำ

เนื่องด้วยน้ำถือเป็นสิ่งสำคัญที่ร่างกายต้องได้รับในแต่ละวันอย่างเพียงพอ แม้จะไม่มีสารอาหารสำคัญใดๆ ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นปัจจัยกระตุ้นให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายทำงานอย่างเป็นปกติได้

มาดูกันดีกว่าว่า เมื่อร่างกายของคุณอยู่ในสภาวะขาดน้ำ จะส่งสัญญาณเตือนอันตรายใดกับตัวคุณบ้าง

1.ปวดศีรษะ
หลายคนที่มีอาการปวดศีรษะอยู่บ่อยครั้ง อาจจะคิดว่าเกิดจากความเครียด หรือโรคประจำตัวอย่างเช่น ไมเกรน แต่ก็ยังมีอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ นั่นก็คือ การที่ร่างกายขาดน้ำนั่นเอง

โดยอาการปวดศีรษะจากการขาดน้ำจะมีลักษณะคล้ายกับอาการปวดศีรษะโดยทั่วไป แต่จะปวดยิ่งขึ้น เมื่อคุณออกแรงเคลื่อนไหวมากขึ้น โดยเฉพาะตอนระหว่างที่คุณกำลังเดินและกระแทกเท้าแรงๆ ศีรษะจะเกิดอาการปวดจากแรงกระแทกนั้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ อาจจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า และคลื่นไส้ ในกรณีที่ปวดศีรษะจากการขาดน้ำเกิดขึ้นร่วมด้วย

2.ปากแห้ง มีกลิ่นปาก
น้ำเป็นสิ่งจำเป็นในการหล่อเลี้ยงความชุ่มชื้นให้กับร่างกายทุกส่วน หากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอ แน่นอนว่าผิวหนังรวมไปถึงริมผีปากก็จะเกิดความแห้งกร้าน ส่งผลให้ปากแห้ง ริมฝีปากแตกเป็นขุย

นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาในช่องปากได้อีกประการนั่นก็คือ การมีกลิ่นปาก เนื่องมาจากปริมาณน้ำที่ดื่มเข้าไปไม่เพียงพอต่อการชะล้างสิ่งสกปรกหรืออาหารต่างๆ ในแต่ละมื้อ ทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดกลิ่นปากตามมาได้

3.ผิวแห้งกร้าน
นอกจากปากแห้งแล้ว ปัญหาสำคัญของผู้ที่ขาดน้ำเป็นระยะเวลานานคือ ผิวหนังจะแห้งกร้านตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นอาการที่สังเกตได้โดยง่าย เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณดื่มน้ำน้อยลง ไม่เพียงพอต่อการนำไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ

น้ำมันที่ผิวหนังผลิตออกมาในทุกๆ วันนั้น ก็จะเกิดความผิดปกติ ส่งผลให้ผิวหนังแห้งกร้านตามไปด้วย จากผิวที่เคยชุ่มชื้น ก็จะดูแห้งแตก และกร้าน ซึ่งอาจจะนำไปสู่อาการคันตามผิวหนังจากปัญหาผิวแห้งได้

4.เจ็บหรือปวดตามข้อ
อาการขาดน้ำยังส่งผลถึงระบบต่างๆ ภายในร่างกาย โดยเฉพาะจุดเชื่อมต่อของกระดูก 2 ชิ้นซึ่งเป็นบริเวณที่มีกระดูกอ่อน ซึ่งจุดดังกล่าวจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก เพื่อคอยทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่น ซึ่งช่วยให้ปลายกระดูกบริเวณที่เชื่อมต่อกันนั้น เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วและอิสระ

ดังนั้น หากร่างกายของคุณขาดน้ำ ย่อมทำให้น้ำในส่วนดังกล่าวของกระดูกอ่อนหายไปเช่นกัน ส่งผลให้อาจเกิดอาการเจ็บหรือปวดตามข้อกระดูกต่างๆ ตามมาได้

5.ท้องผูก
น้ำคือสิ่งสำคัญในกระบวนการเคลื่อนไหวของลำไส้ แน่นอนว่าหากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอ การกระตุ้นลำไส้ก็จะเกิดความบกพร่อง ทำให้อุจจาระเกาะตัวเป็นก้อนแข็งและเคลื่อนไหวไปยังระบบขับถ่ายได้ช้า

ผู้ที่ประสบปัญหาท้องผูกจะสังเกตอาการนี้ได้ชัดในกรณีที่คุณดื่มน้ำน้อย หรือรับประทานอาหารที่ขาดกากใยสำคัญซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของการขับถ่าย เพราะฉะนั้น หากรู้ตัวว่าขับถ่ายได้ยากกว่าปกติ การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอจะสามารถช่วยได้อย่างแน่นอน

6.หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน เพราะหากคุณขาดน้ำเป็นเวลานาน การหล่อเลี้ยงอวัยวะสำคัญทั้งภายนอกและภายในต่างๆ ก็จะเกิดความผิดปกติ เช่นเดียวกับระบบความดันโลหิตที่จะทำงานบกพร่อง

เนื่องด้วยสารอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายไม่สมดุล ส่งผลให้เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ และก่อให้เกิดอาการช็อกหรือหมดสติตามมา

7.ไม่ค่อยมีสมาธิ
เมื่ออยู่ในสภาวะขาดน้ำ สมองจะมีประสิทธิภาพลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากการวิจัยพบว่า การขาดน้ำเพียง 2% ของมวลกาย จะส่งผลเสียต่อการประมวลผลทางสมอง ทำให้การทำกิจกรรมหรือการทำงานต่างๆ ที่ต้องใช้สมาธิเป็นไปได้อย่างไม่สมบูรณ์

และยังทำให้ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ได้ไม่ดีเท่าที่ควรอีกด้วย

8.เกิดความอยากอาหารมากขึ้น
การดื่มน้ำไม่เพียงพอในแต่ละวัน จะส่งผลต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารของคุณด้วยเช่นกัน โดยเมื่อคุณรู้สึกอยากอาหาร แสดงว่าร่างกายกำลังขาดเกลือแร่ หรือขาดสารอาหารสำคัญ

ทำให้ร่างกายเกิดภาวะความอยากในการนำสิ่งอื่นเข้าไปทดแทน ดังนั้น หากคุณรู้สึกหิวผิดปกติ อยากรับประทานมากขึ้น ให้คุณลองดื่มน้ำก่อน อาจจะช่วยแก้ปัญหาความหิวหรือความอยากอาหารเกินความจำเป็นที่จะเกิดขึ้นได้

 

bookmark_borderออกกำลังกายให้เหมาะสมกับช่วงอายุ วิธีง่ายๆ ที่ไม่ทำร้ายตัวเอง

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็หันมาออกกำลังกายมากขึ้น ไม่ว่าจะวัยไหนก็ควรที่จะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรง แถมยังทำให้สมรรถภาพของหัวใจและปอดดีขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น อีกทั้งยังส่งผลทำให้อายุยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย

เลือกให้ถูกประเภท…สอดคล้องกับอายุ
ใช่ว่าการออกกำลังกายจะสามารถทำได้เหมือนกันหมดทุกช่วงอายุ จริงอยู่ที่การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นประจำเพื่อชะลอความเสื่อมต่างๆ ของร่างกายและส่งเสริมให้ระบบต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น แต่ความต่างของอายุและวัยก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ควรออกให้เหมาะสม เราจะพามาดู การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด!

วัยเด็กกำลังโต
สำหรับวัยนี้ควรเน้นความสนุกสนาน และควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก โดยจะเน้นเสริมการเคลื่อนไหวที่ยืดเหยียดเนื่องจากมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและกล้ามเนื้อ เพราะในวัยนี้ร่างกายยังหลั่งฮอร์โมนเพื่อช่วยในการเจริญเติบโต (Growth Hormones) ควรการเลือกเล่นกีฬา เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล เทนนิส แบดมินตัน ว่ายน้ำ ฯลฯ เพราะนอกจากจะได้ใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายแล้ว ยังเป็นการช่วยเพิ่มความคล่องแคล่ว และฝึกสมาธิได้ดี

วัยรุ่นสร้างตัว
วัยนี้เรียกได้ว่าเป็นวัยที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างพื้นฐานร่างกายให้มีความแข็งแรง เพราะมีอัตราการเผาผลาญที่ดี และมีความพร้อมที่จะสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ วัยนี้สามารถเล่นกีฬาได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล แบดมินตัน ว่ายน้ำ บาสเกตบอล ฯลฯ หรือจะเลือกเข้าฟิตเนสเสริมสร้างกล้ามเนื้อก็ได้เช่นกัน

วัยทำงาน วัยกลางคน
ในวัยนี้ร่างกายจะเริ่มมีความเหนื่อยล้า กล้ามเนื้อและกระดูกเริ่มสึกหรอตามอายุบวกกับเริ่มมีการสะสมของไขมัน เนื่องจากอัตราการเผาผลาญที่ลดลง ดังนั้นควรออกกำลังที่ไม่หนักมาก เช่น ปั่นจักรยาน วิ่งจ๊อกกิ้ง การบริหารยืดเหยียด เช่น การเล่น โยคะ พีลาทิส หรือ Body weight เบาๆ โดยใช้น้ำหนักของร่างกายเพื่อพัฒนาการเผาผลาญของกล้ามเนื้อ และที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะวอร์มอัพร่างกายเพื่อลดอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นหลังออกกำลังกาย

วัยเก๋าแต่หัวใจยังไหว
สำหรับวัยนี้ร่างกายผ่านการทำมายาวนาน จึงต้องรักษาสมดุลให้ร่างกายด้วย ไม่ควรทำกิจกกรรมที่หักโหม ควรใช้ร่างกายในท่าเคลื่อนไหวง่ายๆ และผ่อนคลายแบบสบายๆ เช่น การเดิน รำไทเก็ก เต้นรำ หรือท่าบริหารกล้ามเนื้อง่ายๆ ไม่ควรออกกำลังกายนานเกินไปควรกำหนดระยะเวลาออกกำลังกายให้เหมาะสมกับที่ร่างกายพอรับไหว ไม่ควรออกกำลังเกิน 30 นาที

เห็นไหมว่าการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับช่วงอายุนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะร่างกายแต่ละช่วงวัยก็ต้องการการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ หรือการบำรุงรักษาที่แตกต่างกัน เลือกออกกำลังกายให้เหมาะสมกับอายุ เพื่อยืดอายุของร่างกายให้อยู่กับเราไปนานๆ