อย่าหลง กับความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับสุขภาพ

ไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปแค่ไหน แต่ความเชื่อส่วนบุคคลก็ยังคงมีมากอยู่ และค่อนข้างที่จะมากขึ้นในแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อด้านศาสนา สิ่งลี้ลับ ความเชื่อในการเรียน การทำงาน เป็นต้น โดยวันนีเราจะมาพูดถึงเรื่องความชื่อในด้านสุขภาพกัน ซึ่งความเชื่อนั้นมีทั้งผิด ถูก พิสูจน์ได้และพิสูจน์ไม่ได้ วันนี้เราจะมาพูดถึงความเชื่อผิดๆ กัน

1.อากาศเย็นทำให้ไม่สบายง่าย
อากาศที่หนาวเย็นไม่ได้ทำให้เราเป็นไข้หรือไม่สบายได้ง่ายขนาดนั้น การที่เราจะไม่สบายก็เกิดจากการได้รับเชื้อโรค ซึ่งเชื้อโรคนั้นมีมากมายอยู่รอบตัวเราอยู่แล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่แต่กับตัวบุคคลด้วย ผู้ที่มักไม่สบายจริงๆ แล้วเป็นเพราะ ร่างกายอ่อนแอมากกว่า เพราะจะสั่งเกตได้ว่ามีผู้คนมากมายที่แม้อากาศจะหนาว คนที่อยู่ในที่หนาวเย็นโดยส่วนใหญ่ก็ยังสุขภาพดีได้ แต่เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคนั้นแท้จริงอยู่ภายในบ้าน และในช่วงที่อากาศหนาวเย็นเราก็มักจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่ค่อยออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการไม่สบายได้ จริง ๆ แล้วมีผลการวิจัยว่าการได้รับอากาศหนาวเย็นบ้างยิ่งดีต่อสุขภาพ เพราะจะช่วยเพิ่มอัตราการเร่งของหัวใจ ทำให้ร่างกายอบอุ่น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายได้ทำงานนั่นเอง

2.สมองของเรา สามารถทำงานเพียง 10%
การที่มีความเชื่อนี้เกิดขึ้น ทำให้มีการทดสอบ และพบว่ามันไม่จริง จากผลการทดสอบพบว่า ในขณที่เราทำกิจกรรมต่าง ๆ วิ่ง เดิน นอนหลับ หรือหัวเราะ สมองทุกส่วนก็ยังทำงานประสานกันเป็นปกติ ซึ่งไม่พบว่าจะมีสมองส่วนใดเลยที่หยุดนิ่ง ไม่ทำงาน หรือไม่ถูกกระตุ้น ดังนั้นความเชื่อนี้จึงไม่เป็นความจริง ทั้งนี้พบว่าความเชื่อนี้อาจจะเป็นเพียงกุศโลบายให้เด็กๆ หรือวัยต่างๆ มีความพยายามที่จะกระตุ้นให้เราพัฒนาทักษะความสามารถของตัวเองให้ถึงขีดสุด มากกว่าการหยุดขี้เกียจอยู่กับที่นั่นเอง

3.น้ำตาลทำให้เด็กอาละวาด
ความเชื่อนี้ช่างเป็นความเชื่อที่ค่อนข้างมีมูลเหตุ ที่เป็นอย่างนี้ เพราะว่าเด็กมักชอบทานขนมหวาน ลูกอม ไอศกรีม ซึ่งล้วนแล้วมีน้ำตาลทั้งสิ้น และด้วยพลังของเด็กๆ ที่เหลือเฟืออยู่แล้วนั้น ก็แทบทำให้เราเชื่อได้เลยว่า ทานนำตาลมากๆ เด็กจะอาละวาด ความเชื่อนี้ไม่เป็นความจริง แม้ว่าน้ำตาลทำให้เด็กตื่นตัวก็จริง แต่ก็ทำให้เด็กมีความสงบลงมากกว่าอารมณ์รุนแรง มีการวิเคราะห์ว่าความเชื่อดังกล่าวน่าจะมาการที่พ่อแม่เห็นเด็ก ๆ มารวมตัวกัน กินขนมและของหวาน และเล่นกันแบบควบคุมไม่อยู่ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้มาจากผลของน้ำตาลโดยตรง แต่เป็นผลมาจากความกระตือรือร้นของเด็ก ๆ เองที่ได้กินขนมและได้สนุกกับเพื่อน ๆ มากกว่า