bookmark_borderอย่าหลง กับความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับสุขภาพ

ไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปแค่ไหน แต่ความเชื่อส่วนบุคคลก็ยังคงมีมากอยู่ และค่อนข้างที่จะมากขึ้นในแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อด้านศาสนา สิ่งลี้ลับ ความเชื่อในการเรียน การทำงาน เป็นต้น โดยวันนีเราจะมาพูดถึงเรื่องความชื่อในด้านสุขภาพกัน ซึ่งความเชื่อนั้นมีทั้งผิด ถูก พิสูจน์ได้และพิสูจน์ไม่ได้ วันนี้เราจะมาพูดถึงความเชื่อผิดๆ กัน

1.อากาศเย็นทำให้ไม่สบายง่าย
อากาศที่หนาวเย็นไม่ได้ทำให้เราเป็นไข้หรือไม่สบายได้ง่ายขนาดนั้น การที่เราจะไม่สบายก็เกิดจากการได้รับเชื้อโรค ซึ่งเชื้อโรคนั้นมีมากมายอยู่รอบตัวเราอยู่แล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่แต่กับตัวบุคคลด้วย ผู้ที่มักไม่สบายจริงๆ แล้วเป็นเพราะ ร่างกายอ่อนแอมากกว่า เพราะจะสั่งเกตได้ว่ามีผู้คนมากมายที่แม้อากาศจะหนาว คนที่อยู่ในที่หนาวเย็นโดยส่วนใหญ่ก็ยังสุขภาพดีได้ แต่เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคนั้นแท้จริงอยู่ภายในบ้าน และในช่วงที่อากาศหนาวเย็นเราก็มักจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่ค่อยออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการไม่สบายได้ จริง ๆ แล้วมีผลการวิจัยว่าการได้รับอากาศหนาวเย็นบ้างยิ่งดีต่อสุขภาพ เพราะจะช่วยเพิ่มอัตราการเร่งของหัวใจ ทำให้ร่างกายอบอุ่น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายได้ทำงานนั่นเอง

2.สมองของเรา สามารถทำงานเพียง 10%
การที่มีความเชื่อนี้เกิดขึ้น ทำให้มีการทดสอบ และพบว่ามันไม่จริง จากผลการทดสอบพบว่า ในขณที่เราทำกิจกรรมต่าง ๆ วิ่ง เดิน นอนหลับ หรือหัวเราะ สมองทุกส่วนก็ยังทำงานประสานกันเป็นปกติ ซึ่งไม่พบว่าจะมีสมองส่วนใดเลยที่หยุดนิ่ง ไม่ทำงาน หรือไม่ถูกกระตุ้น ดังนั้นความเชื่อนี้จึงไม่เป็นความจริง ทั้งนี้พบว่าความเชื่อนี้อาจจะเป็นเพียงกุศโลบายให้เด็กๆ หรือวัยต่างๆ มีความพยายามที่จะกระตุ้นให้เราพัฒนาทักษะความสามารถของตัวเองให้ถึงขีดสุด มากกว่าการหยุดขี้เกียจอยู่กับที่นั่นเอง

3.น้ำตาลทำให้เด็กอาละวาด
ความเชื่อนี้ช่างเป็นความเชื่อที่ค่อนข้างมีมูลเหตุ ที่เป็นอย่างนี้ เพราะว่าเด็กมักชอบทานขนมหวาน ลูกอม ไอศกรีม ซึ่งล้วนแล้วมีน้ำตาลทั้งสิ้น และด้วยพลังของเด็กๆ ที่เหลือเฟืออยู่แล้วนั้น ก็แทบทำให้เราเชื่อได้เลยว่า ทานนำตาลมากๆ เด็กจะอาละวาด ความเชื่อนี้ไม่เป็นความจริง แม้ว่าน้ำตาลทำให้เด็กตื่นตัวก็จริง แต่ก็ทำให้เด็กมีความสงบลงมากกว่าอารมณ์รุนแรง มีการวิเคราะห์ว่าความเชื่อดังกล่าวน่าจะมาการที่พ่อแม่เห็นเด็ก ๆ มารวมตัวกัน กินขนมและของหวาน และเล่นกันแบบควบคุมไม่อยู่ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้มาจากผลของน้ำตาลโดยตรง แต่เป็นผลมาจากความกระตือรือร้นของเด็ก ๆ เองที่ได้กินขนมและได้สนุกกับเพื่อน ๆ มากกว่า

bookmark_borderเบาหวาน-ความดันสูง เกี่ยวข้องกันอย่างไร

เบาหวาน-ความดันโลหิตสูง เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกัน โดยพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ ทำให้เกิดความผิดปกติตามมา คือ น้ำตาลในเลือดนั้นก็สูงขึ้น และพบว่า 1 ใน 3 ก็จะป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงด้วยเช่นกัน และถ้าหากโรคทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อไหร่ ผลของโรคหนึ่งจะทำให้อาการของอีกโรคแย่ลงไปกว่าเดิม ทั้งนี้โรคเบาหวานจะกดให้ความสามารถในการขยายตัวของหลอดเลือดลดลงและยังส่งผลทำให้ร่างกายจัดการกับอินซูลินได้ยากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ จึงส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง อาจมีอาการกำเริบขึ้นพร้อมกัน และเกิดขึ้นร่วมกัน เพราะโรคเหล่านี้มีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของน้ำหนักตัวที่มากเกิน การรับประทานทานอาหารที่ทำร้ายสุขภาพ และการละเลยไม่ออกกำลังกาย
การป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานพร้อมกัน จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับโรคจอประสาทตาเสื่อมซึ่งส่งผลร้ายแน่ๆ ต่อคุณภาพชีวิต จนอาจถึงการทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพเลยทีเดียว และท้ายที่สุด คือ อาจจะอันตรายถึงชีวิตได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง
1. ประวัติคนในครอบครัวที่เคยเป็นโรคหัวใจ

2. เกิดภาวะความเครียด

3. การรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือโซเดียมสูง

4. การไม่ออกกำลังกาย

5. อายุมากขึ้น

6. น้ำหนักเกินมาตรฐาน

7. การสูบบุหรี่

8. การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก

9. โรคเรื้อรัง อาทิ โรคหยุดหายใจขณะหลับหรือ โรคไต เป็นต้น

แนวทางการป้องกันโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง
1. การลดน้ำหนัก ผู้ป่วยที่มี BMI ≥25 กก./ม.2 ทุกๆ น้ำหนัก ที่ลดลง 1 กก. สามารถลดความดันตัวบน ได้ เฉลี่ย 1 มม.ปรอท โดยรวมการลดน้ำหนัก 10กก. สามารถลดความดันตัวบนได้เฉลี่ย 5-20 มม.ปรอท

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายอย่างน้อย 5 วัน/สัปดาห์ วันละอย่างน้อย 30 นาที สามารถช่วยลดความดันตัวบนลงเฉลี่ย 4 มม.ปรอท

3. การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
• การบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,300 มก./วัน สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ทั้งในผู้ป่วยที่มี และไม่มีโรคความดันโลหิตสูง

• เกลือแกง (โซเดียมคลอไรด์) 1 ช้อนชา (5กรัม) โซเดียม 2,000 มก.

• น้ำปลา 1 ช้อนชา มีโซเดียมประมาณ 350-500 มก.

• ซีอิ๊ว 1 ช้อนชา มีโซเดียมประมาณ 320-455 มก.

• ผงชูรส 1 ช้อนชามีโซเดียม 492 มก.

4. การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่น้อย ผู้หญิงไม่เกิน 1 ดื่มมาตรฐาน ( Standard drink ) ต่อวัน และผู้ชายไม่เกิน 2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน ปริมาณ 1 ดื่มมาตรฐานของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมายถึง เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประมาณ10กรัม ได้แก่เบียร์ 5% : 240มล., เบียร์ 6.4% : 1/2กระป๋อง หรือ 1/3ขวดใหญ่, ไวน์ 12% : 100 มล.

5. เลิกสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่มีนิโคตินซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดสมอง

bookmark_borderอันตรายของ ‘เชื้ออะมีบา’ ในอาหาร

จากข่าวสองสามีภรรยาชาวออสเตรเลียเดินทางมาท่องเที่ยวที่ไทยเมื่อปี 2560 และล้มป่วยเป็นเวลากว่า 2 ปี โดยอ้างว่าได้รับปรสิตจากการกินผัดไทย ทำให้หลายคนสงสัยว่า เชื้อปรสิตที่ว่านี้คืออะไร พบได้ที่ไหน อันตรายอย่างไร และเราจะมีวิธีหลีกเลี่ยงอันตรายจากเชื้อปรสิตในอาหารได้อย่างไร ขอนำข้อมูลอันมีประโยชน์จากเฟซบุคเพจ สาระสุขภาพยาน่ารู้โดยเภสัชกรอุทัย มาฝากกัน

เชื้อปรสิตในอาหาร คืออะไร?
จริงๆ แล้วเราสามารถพบเชื้อโรคในอาหารได้หลายชนิด ในกรณีนี้เป็นเชื้อปรสิตที่เป็น “เชื้ออะมีบา” ที่มีชื่อว่า Dientamoeba fragilis ที่เรียกว่าเป็นปรสิตเพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในแหล่งธรรมชาติตามปกติ เช่น แม่น้ำลำคลอง สัตว์ทะเล ผักต่างๆ รวมไปถึงของที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างเส้นก๋วยเตี๋ยว ภาชนะที่บรรจุ น้ำที่ใช้ในการปรุงอาหาร ฯลฯ ก็อาจเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเชื้ออะมีบาเหล่านี้ได้เช่นกัน

เชื้อปรสิตในอาหาร อันตรายแค่ไหน?
การติดเชื้อจากอาหารเป็นไปได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับว่าพบเชื้อนั้นได้จากที่ไหน อาจจะพบเชื้อตั้งแต่ในวัตถุดิบ หรืออาจเกิดขึ้นระหว่างการปรุง อาจเป็นเชื้อที่อยู่ในภาชนะใส่อาหาร อุปกรณ์ทำอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย

อาการที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายของเรา จะหนักหรือเบา ก็ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานโรคในร่างกายของเราด้วยว่าสามารถต่อสู้ และตอบสนองต่อการทำงานของเชื้อเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน

โรคที่อาจเกิดขึ้นได้จากอะมีบามีมากมาย ขึ้นอยู่กับชนิดของอะมีบาที่พบ แต่สำหรับเชื้อ Dientamoeba fragilis อาจก่อให้เกิดอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร เช่น

  1. ปวดท้อง
  2. ท้องเสีย
  3. ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในกระเพาะอาหารเยอะผิดปกติ
  4. อาเจียน
  5. ไม่อยากอาหาร
    เป็นต้น

วิธีรักษาอาการติดเชื้อปรสิตในอาหาร
ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น หากมีอาการท้องเสีย สามารถดื่มน้ำเกลือแร่ ORS เพื่อทดแทนน้ำที่เสียไปจากร่างกาย ปวดท้อง คลื่นไส้ก็รับยารักษาไปตามอาการของแต่ละคน เนื่องจากร่างกายของคนเราสามารถมีระบบทำลายเชื้ออะมีบาเหล่านี้ในระบบทางเดินอาหารอยู่แล้ว หากร่างกายไม่อยู่ในสภาวะที่แย่มาก หรือเชื้อมีความแข็งแรงมากจริงๆ

วิธีหลีกเลี่ยงอาหารเสี่ยงเชื้อปรสิต

  1. เลือกรับประทานอาหารจากร้านอาหารที่มีความสะอาด ถูกหลักอนามัย สังเกตความสะอาดทั้งจากวัตถุดิบ อุปกรณ์ในการทำอาหาร ภาชนะใส่จาน โต๊ะ เก้าอี้ สภาพแวดล้อมภายในร้าน และสถานที่ตั้งของร้าน
  2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแปลกๆ ที่ไม่คุ้นเคย ในที่ที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่ทราบว่าทำมาจากอะไร ที่ไหน
  3. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
  4. รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้ภูมิต้านทานโรคทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา
  5. หากมีอาการผิดปกติหลังรับประทานอาหาร 3-6 ชั่วโมง ควรรีบพบแพทย์

bookmark_borderผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบำรุงตับที่ดีที่สุดตอนนี้

โรคเกี่ยวกับมะเร็งตับ

โรคมะเร็งตับ เป็นภัยร้ายใกล้ตัวอีกโรคหนึ่งที่มาแบบเงียบๆและไม่ค่อยแสดงอาการให้รู้ตัวเท่าไร พบมากเป็นอันดับหนึ่งในเพศชาย รองลงมาคือเพศหญิง โรคนี้เกิดจากเซลล์ของตับที่เป็นมะเร็งและเกิดการแบ่งตัวแล้วแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆในร่างกาย ซึ่งเป็นมะเร็งที่มีการแพร่กระจายไวมาก มักเสียชีวิตในระยะเวลา 3-6 เดือน โดยอาการของระยะแรกจะไม่มีอาการ จะเริ่มมีอาการให้รู้ในระยะกลางขึ้นไปเท่านั้น

ซึ่งอันตรายมากๆ เนื่องจากเริ่มแรกก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดที่เล็กมาก และเกิดขึ้นเพียงก้อนเดียวเท่านั้น ทำให้เราไม่สามารถรับรู้ได้เลย หากเริ่มเป็นไปแล้ว ลักษณะของผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคนี้ก็คือ

  • ติดเชื้อไวรัสอักเสบ
  • ป่วยเป็นโรคตับแข็ง
  • เบาหวาน
  • โรคอ้วน
  • ชอบทานอาหารที่มีเชื้อรา
  • รับประทานอาหารที่ไหม้เกรียม

หากรู้ตัวว่าชอบอะไรเหล่านี้ หรือคิดว่าตัวเองมีแนวโน้มที่จะเป็น ให้เช็คอาการคร่าวๆ ว่ามีอาการปวดท้องหรือไม่ น้ำหนักลดลงแบบไม่มีสาเหตุหรือไม่ หรืออาจลองคลำดูที่ช่องท้องส่วนบนว่ามีก้อนแข็ง ที่ผิดปกติหรือไม่, อาการท้องมาน, ตัวเหลือง ตาเหลือง, หรือมีอาการเท้าบวม

ซึ่งอาการเหล่านี้หากพบเจอข้อใดข้อหนึ่งควรรีบพบแพทย์ทันที และหากยังไม่เข้าข่ายเป็นโรคดังกล่าวนี้ก็ควรจะมีการป้องกันไว้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ, หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ไม่รับประทานอาหารสุกๆดิบๆ หรืออาจจะหาซื้อ อาหารเสริมบำรุงตับ มากินเพื่อบำรุงและป้องกัน และเราควรปรุงสุกทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดเชื้อราได้ง่าย, หรือ หาอาหาร การตรวจสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม หากเราพบเจอไว ก็จะทำให้มีโอกาสรักษาโรคนี้ให้หายขาดและมีประสิทธิภาพได้

ดังนั้นควรตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อสุขภาพที่ดีและปลอดภัยของเรานั่นเอง เพื่อที่จะสามารถอยู่กับคนที่เรารัก และรักเราได้ไปอีกนานๆ ไม่ควรมองข้ามและควรใส่ใจกับการดูแลอยู่เสมอๆ

bookmark_borderหลอดเลือดสมองอุดตัน เสี่ยงอัมพาต

 

โรคหลอดเลือดสมองอุดตันไม่เพียงแต่มีอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต แต่ยังร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากรักษาไม่ทันท่วงที ที่สำคัญปัจจุบันผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงไม่ใช่เฉพาะแต่ผู้สูงอายุเท่านั้น แต่วัยรุ่นและวัยทำงานก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ ดังนั้นการรู้เท่าทันโรคและเทคนิคการรักษาหลอดเลือดสมองอุดตันจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรละเลย

สังเกต FAST ก่อนสาย

อาการโรคหลอดเลือดสมองอุดตันที่เรียกว่า FAST ควรต้องสังเกตและหากพบต้องรีบนำส่งแพทย์ทันที ได้แก่

F – Face Dropping : ยิ้มแล้วมุมปากตก

A – Arm Weakness : ยกมือแล้วกำไม่ได้ แขนขาไม่มีแรง

S – Speech Difficulty : พูดไม่ชัด พูดไม่ออก

T – Time To Call : โทร.แจ้งนำส่งโรงพยาบาล

รวมถึงอาการเดินเซ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะรุนแรงกะทันหันก็เป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมองอุดตันที่ต้องสังเกตร่วมด้วย

รอดได้ด้วย MAGIC NUMBER 4.5

โดยนับตั้งแต่สังเกตอาการแล้วมาถึงโรงพยาบาลภายใน 4.5 ชั่วโมง แพทย์สามารถให้ยาสลายลิ่มเลือดหรือ rtPA ทางหลอดเลือดดำ ส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีภาวะสมองขาดเลือด แต่ไม่พบภาวะเลือดออกในสมองมีเลือดไปเลี้ยงสมองได้ทัน

ส่วนผู้ป่วยที่มาช้าเกิน 4.5 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ โดยผ่านการตรวจวินิจฉัยแล้วว่าเซลล์สมองยังไม่ตายจากการอุดตันของลิ่มเลือดขนาดใหญ่จะต้องอาศัยการใส่สายสวนหลอดเลือดสมองแทนการให้ยา rtPA

02

รักษาหลอดเลือดแดงอุดตันขนาดใหญ่

การตรวจวินิจฉัยหลอดเลือดแดงอุดตันขนาดใหญ่ด้วยเทคโนโลยี MRI SCAN ช่วยให้มองเห็นความเสียหายชัดเจน ทำการรักษาได้มีประสิทธิภาพ โดยมีเครื่อง Bi-plane DSA เป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญในการดึงลิ่มเลือดอุดตัน เป็นการผ่าตัดแบบ Minimal Invasive โดยใส่สายสวนไปเปิดหลอดเลือดสมองที่อุดตัน โดยไม่ต้องเปิดกะโหลกศีรษะ แต่จะมีแผลเล็กที่บริเวณขาหนีบที่เป็นที่ใส่สายสวน เนื่องจากสายสวนจะถูกใส่ผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ช่วงลำตัว ช่องอก ต่อเข้าไปที่หลอดเลือดบริเวณคอ เข้าไปในสมองโดยที่ไม่ผ่านเข้าหลอดเลือดแดงของหัวใจ ต่อด้วยการฉีดสารทึบรังสีเพื่อให้เห็นแนวของหลอดเลือดชัดเจน โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะใช้วิธีดูดหรือนำลวดหรือตะแกรงเข้าไปเกี่ยวลิ่มเลือดที่อุดตัน

ดูแลหลังผ่าตัดคือหัวใจสำคัญ

การได้รับการดูแลหลังผ่าตัดคือสิ่งสำคัญ โรงพยาบาลกรุงเทพมี Personal Health Management และ Stroke Coordinator ประสานงานกัน โดยเฟสแรกผู้ป่วยจะเข้าไอซียู เฟสที่สองคือการฟื้นฟู และการทำกายภาพบำบัดสำคัญมากภายใน 3 เดือนแรกต้องทำอย่างสม่ำเสมอ โดยมีทีม Physical Therapy ช่วยฝึกกำลังแขนขา Speech Therapy ฝึกการพูด Cognitive Function ฟื้นฟูการรับรู้ หลังผ่าตัดผู้ป่วยหลายรายมักมีอาการซึมเศร้า โรงพยาบาลกรุงเทพมีศูนย์ฟื้นฟูจิตใจที่ช่วยดูแลให้ผู้ป่วยกลับมามีความสุขอีกครั้ง

ป้องกันหลอดเลือดสมองอุดตัน

  • กินอาหารครบ 5 หมู่
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • ระวังอย่าให้น้ำหนักเกิน
  • ตรวจร่างกายประจำปี วัดความดัน เช็กเบาหวาน คลื่นหัวใจ ตรวจการนอนกรน
  • คนที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีอาการน่าสงสัยควรทำอัลตราซาวนด์หลอดเลือดที่คอเพื่อดูว่ามีคราบไขมันจับหรือตีบหรือไม่

ตัวอย่างเคสผู้ป่วยอายุ 60 ปีที่แข็งแรงมาก ตื่นนอนตอนเช้าแล้วฟุบลงกับพื้น ผู้ป่วยถูกส่งตัวมาจากนครปฐม อาการคือหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ท้ายทอยอุดตัน หลังจากได้รับการรักษาด้วยการฉีดสีหลอดเลือดสมองแล้วลากลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดสมอง ภายใน 2 ชั่วโมง ผู้ป่วยเริ่มขยับแขนขาได้ วันที่สามลุกนั่งได้ กลับจากโรงพยาบาลสามารถเดินเองได้ ในวันนั้นหากมามันไม่ทันเวลาและไม่ได้รับการรักษาด้วยทีมและเครื่องมือที่พร้อมอาจจะเสียชีวิตได้

ความน่ากลัวของโรคหลอดเลือดสมองอุดตันคือ อายุไม่ใช่ตัวบอกโรคอีกต่อไป คนทุกวัยและคนที่สุขภาพดีก็สามารถเป็นได้ สิ่งสำคัญคือหากป่วยด้วยโรคนี้จะต้องมารักษาให้ทันเวลากับแพทย์เฉพาะทางที่มากด้วยประสบการณ์ในโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือและบุคลากรที่พร้อมจึงจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตและลดความเสี่ยงจากการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งโรงพยาบาลกรุงเทพมุ่งมั่นคัดสรรเทคโนโลยีที่ทันสมัยและพัฒนาองค์ความรู้ในการรักษา เพื่อสร้างรูปแบบการรักษาที่เชื่อมั่นให้กับผู้ป่วย โดยร่วมมือกับ Oregon Health and Science University ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วยยกระดับบริการให้ทัดเทียม แสดงถึงการให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัย ไม่ใช่แค่การรักษาเพียงอย่างเดียว

bookmark_borderเตรียมตัวให้พร้อมก่อนวิ่งมาราธอน

ยอดจอมยุทธมักเลือกอาวุธคู่กายที่ดีฉันใด.. นักวิ่งที่ดีย่อมหาไอเท่มที่เหมาะสมมาใส่ตัวฉันนั้น
หนึ่งประเด็นที่สำหรับนักวิ่งมาราธอนคือ ส่วนใหญ่มักคิดว่าตัวเองได้วิ่งเป็นประจำอยู่แล้ว จะกินอะไรก็ได้ เดี๋ยวพอวิ่งก็เบิร์นออกหมด แล้วพอจะลงแข่งค่อยไปอัดอะไรเสริมเอาอีกที ปรากฏว่าวิ่งไม่ออกมั่ง เจ็บมั่ง สุดท้ายตัวเองก็ไม่พอใจกับเวลาที่ออกมา บางรายเกิดอาการบาดเจ็บหลังวิ่งรายการหน้าก็ไม่ได้ลงวิ่งอีก

ความจริงที่ควรทราบ คือ อาหารที่เรากินจะส่งผลกับร่างกาย และสมรรถภาพการวิ่งของตัวเองเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นยังส่งผมถึงกล้ามเนื้อ และฮอร์โมนของนักวิ่งอีกด้วย

ทีนี้ เรามาดูกันว่า นักวิ่งที่ดีเวลาจะไปวิ่งมาราธอน เค้ากินอะไรกัน?

ก่อนวิ่ง เราควรกิน

  • พาสต้า เป็นแป้งที่มีคาร์โบไฮเดรทสูง เป็นแหล่งพลังงานชั้นดี ของกล้ามเนื้อ
  • กล้วย อุดมไปด้วยแร่ธาตุโปแตสเซียม (Potassium) ช่วยควบคุมการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ และแมกนีเซียม (Magnesium) ช่วยลดการเกิดตะคริว
  • แตงโม มีกรดอะมิโน Citrulline ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อ และลดการปวดเมื่อยหลังวิ่ง
  • มันฝรั่ง มีแร่ธาตุแมงกานีซ (Manganese) ช่วยเพิ่มการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายและเสริมความแข็งแรงของกระดูก
  • น้ำผลไม้คั้นสด เป็นแหล่งของวิตามินซี (Vitamin C) ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน ป้องกันหวัด และให้ความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า

หลังวิ่ง เราควรกิน

  • น้ำมะพร้าว ช่วยทดแทนเกลือแร่ที่ร่างกายเสียไปกับเหงื่อ มีปริมาณน้ำตาลต่ำกว่าเครื่องดื่มเกลือแร่ทั่วไป เหมาะสำหรับนักวิ่งที่อยากควบคุมน้ำหนัก
  • อะโวคาโด เป็นแหล่งของกรดไขมันชั้นดี (HDL) ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มีวิตามินอี (Vitamin E) สูง ช่วยลดการอักเสบของข้อต่างๆ
  • ถั่วอัลมอนด์ อุดมไปด้วยทองแดง (Copper) ช่วยบำรุงต่อมไทรอยด์ที่ควบคุมการเผาผลาญ และเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย
  • เบอร์รี่ มีสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) สูง ช่วยให้วิตามินซีทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดอาการสมองล้า
  • แซลมอน เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า3 (Omega3 fish oil) ช่วยลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย มีวิตามินดี (Vitamin D) สูง ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และลดความเครียด

ทั้งนี้ การวิ่งแบบฮาร์ฟมาราธอน และฟูลมาราธอน ควรจะทานก่อนวิ่งประมาณ 2 ชม. เพื่อป้องกันการจุกระหว่างวิ่ง เนื่องจากอาจจะต้องทานสะสมไว้เป็นจำนวนมากให้พอกับการวิ่งแต่ละระยะ แต่สำหรับการวิ่งระยะสั้นไม่เกิน 10 กิโลเมตร ไม่จำเป็นต้องทานเยอะ อาจจะแค่กล้วยหอม 1 ลูก หรือนม 1 กล่อง ก่อนวิ่งประมาณ 1 ชม. ก็เพียงพอ

bookmark_borderภาวะขาดน้ำ สัญญาณเตือน

ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องใช้สารอาหารต่างๆ ในการหล่อเลี้ยงเพื่อเพิ่มพลังงานที่จำเป็นและเหมาะสม หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปในแต่ละวัน ร่างกายก็จะแสดงสัญญาณการทำงานที่ไม่สมบูรณ์ออกมาให้เราได้เห็น

โดยเฉพาะหากเมื่อปล่อยให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดน้ำเป็นระยะเวลานาน สัญญาณอันตรายต่างๆ ก็จะแสดงอาการออกมาให้ได้รู้ว่าคุณกำลังอยู่ในสภาวะขาดน้ำ

เนื่องด้วยน้ำถือเป็นสิ่งสำคัญที่ร่างกายต้องได้รับในแต่ละวันอย่างเพียงพอ แม้จะไม่มีสารอาหารสำคัญใดๆ ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นปัจจัยกระตุ้นให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายทำงานอย่างเป็นปกติได้

มาดูกันดีกว่าว่า เมื่อร่างกายของคุณอยู่ในสภาวะขาดน้ำ จะส่งสัญญาณเตือนอันตรายใดกับตัวคุณบ้าง

1.ปวดศีรษะ
หลายคนที่มีอาการปวดศีรษะอยู่บ่อยครั้ง อาจจะคิดว่าเกิดจากความเครียด หรือโรคประจำตัวอย่างเช่น ไมเกรน แต่ก็ยังมีอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ นั่นก็คือ การที่ร่างกายขาดน้ำนั่นเอง

โดยอาการปวดศีรษะจากการขาดน้ำจะมีลักษณะคล้ายกับอาการปวดศีรษะโดยทั่วไป แต่จะปวดยิ่งขึ้น เมื่อคุณออกแรงเคลื่อนไหวมากขึ้น โดยเฉพาะตอนระหว่างที่คุณกำลังเดินและกระแทกเท้าแรงๆ ศีรษะจะเกิดอาการปวดจากแรงกระแทกนั้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ อาจจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า และคลื่นไส้ ในกรณีที่ปวดศีรษะจากการขาดน้ำเกิดขึ้นร่วมด้วย

2.ปากแห้ง มีกลิ่นปาก
น้ำเป็นสิ่งจำเป็นในการหล่อเลี้ยงความชุ่มชื้นให้กับร่างกายทุกส่วน หากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอ แน่นอนว่าผิวหนังรวมไปถึงริมผีปากก็จะเกิดความแห้งกร้าน ส่งผลให้ปากแห้ง ริมฝีปากแตกเป็นขุย

นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาในช่องปากได้อีกประการนั่นก็คือ การมีกลิ่นปาก เนื่องมาจากปริมาณน้ำที่ดื่มเข้าไปไม่เพียงพอต่อการชะล้างสิ่งสกปรกหรืออาหารต่างๆ ในแต่ละมื้อ ทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดกลิ่นปากตามมาได้

3.ผิวแห้งกร้าน
นอกจากปากแห้งแล้ว ปัญหาสำคัญของผู้ที่ขาดน้ำเป็นระยะเวลานานคือ ผิวหนังจะแห้งกร้านตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นอาการที่สังเกตได้โดยง่าย เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณดื่มน้ำน้อยลง ไม่เพียงพอต่อการนำไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ

น้ำมันที่ผิวหนังผลิตออกมาในทุกๆ วันนั้น ก็จะเกิดความผิดปกติ ส่งผลให้ผิวหนังแห้งกร้านตามไปด้วย จากผิวที่เคยชุ่มชื้น ก็จะดูแห้งแตก และกร้าน ซึ่งอาจจะนำไปสู่อาการคันตามผิวหนังจากปัญหาผิวแห้งได้

4.เจ็บหรือปวดตามข้อ
อาการขาดน้ำยังส่งผลถึงระบบต่างๆ ภายในร่างกาย โดยเฉพาะจุดเชื่อมต่อของกระดูก 2 ชิ้นซึ่งเป็นบริเวณที่มีกระดูกอ่อน ซึ่งจุดดังกล่าวจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก เพื่อคอยทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่น ซึ่งช่วยให้ปลายกระดูกบริเวณที่เชื่อมต่อกันนั้น เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วและอิสระ

ดังนั้น หากร่างกายของคุณขาดน้ำ ย่อมทำให้น้ำในส่วนดังกล่าวของกระดูกอ่อนหายไปเช่นกัน ส่งผลให้อาจเกิดอาการเจ็บหรือปวดตามข้อกระดูกต่างๆ ตามมาได้

5.ท้องผูก
น้ำคือสิ่งสำคัญในกระบวนการเคลื่อนไหวของลำไส้ แน่นอนว่าหากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอ การกระตุ้นลำไส้ก็จะเกิดความบกพร่อง ทำให้อุจจาระเกาะตัวเป็นก้อนแข็งและเคลื่อนไหวไปยังระบบขับถ่ายได้ช้า

ผู้ที่ประสบปัญหาท้องผูกจะสังเกตอาการนี้ได้ชัดในกรณีที่คุณดื่มน้ำน้อย หรือรับประทานอาหารที่ขาดกากใยสำคัญซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของการขับถ่าย เพราะฉะนั้น หากรู้ตัวว่าขับถ่ายได้ยากกว่าปกติ การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอจะสามารถช่วยได้อย่างแน่นอน

6.หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน เพราะหากคุณขาดน้ำเป็นเวลานาน การหล่อเลี้ยงอวัยวะสำคัญทั้งภายนอกและภายในต่างๆ ก็จะเกิดความผิดปกติ เช่นเดียวกับระบบความดันโลหิตที่จะทำงานบกพร่อง

เนื่องด้วยสารอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายไม่สมดุล ส่งผลให้เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ และก่อให้เกิดอาการช็อกหรือหมดสติตามมา

7.ไม่ค่อยมีสมาธิ
เมื่ออยู่ในสภาวะขาดน้ำ สมองจะมีประสิทธิภาพลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากการวิจัยพบว่า การขาดน้ำเพียง 2% ของมวลกาย จะส่งผลเสียต่อการประมวลผลทางสมอง ทำให้การทำกิจกรรมหรือการทำงานต่างๆ ที่ต้องใช้สมาธิเป็นไปได้อย่างไม่สมบูรณ์

และยังทำให้ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ได้ไม่ดีเท่าที่ควรอีกด้วย

8.เกิดความอยากอาหารมากขึ้น
การดื่มน้ำไม่เพียงพอในแต่ละวัน จะส่งผลต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารของคุณด้วยเช่นกัน โดยเมื่อคุณรู้สึกอยากอาหาร แสดงว่าร่างกายกำลังขาดเกลือแร่ หรือขาดสารอาหารสำคัญ

ทำให้ร่างกายเกิดภาวะความอยากในการนำสิ่งอื่นเข้าไปทดแทน ดังนั้น หากคุณรู้สึกหิวผิดปกติ อยากรับประทานมากขึ้น ให้คุณลองดื่มน้ำก่อน อาจจะช่วยแก้ปัญหาความหิวหรือความอยากอาหารเกินความจำเป็นที่จะเกิดขึ้นได้

 

bookmark_borderออกกำลังกายให้เหมาะสมกับช่วงอายุ วิธีง่ายๆ ที่ไม่ทำร้ายตัวเอง

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็หันมาออกกำลังกายมากขึ้น ไม่ว่าจะวัยไหนก็ควรที่จะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรง แถมยังทำให้สมรรถภาพของหัวใจและปอดดีขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น อีกทั้งยังส่งผลทำให้อายุยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย

เลือกให้ถูกประเภท…สอดคล้องกับอายุ
ใช่ว่าการออกกำลังกายจะสามารถทำได้เหมือนกันหมดทุกช่วงอายุ จริงอยู่ที่การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นประจำเพื่อชะลอความเสื่อมต่างๆ ของร่างกายและส่งเสริมให้ระบบต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น แต่ความต่างของอายุและวัยก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ควรออกให้เหมาะสม เราจะพามาดู การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด!

วัยเด็กกำลังโต
สำหรับวัยนี้ควรเน้นความสนุกสนาน และควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก โดยจะเน้นเสริมการเคลื่อนไหวที่ยืดเหยียดเนื่องจากมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและกล้ามเนื้อ เพราะในวัยนี้ร่างกายยังหลั่งฮอร์โมนเพื่อช่วยในการเจริญเติบโต (Growth Hormones) ควรการเลือกเล่นกีฬา เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล เทนนิส แบดมินตัน ว่ายน้ำ ฯลฯ เพราะนอกจากจะได้ใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายแล้ว ยังเป็นการช่วยเพิ่มความคล่องแคล่ว และฝึกสมาธิได้ดี

วัยรุ่นสร้างตัว
วัยนี้เรียกได้ว่าเป็นวัยที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างพื้นฐานร่างกายให้มีความแข็งแรง เพราะมีอัตราการเผาผลาญที่ดี และมีความพร้อมที่จะสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ วัยนี้สามารถเล่นกีฬาได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล แบดมินตัน ว่ายน้ำ บาสเกตบอล ฯลฯ หรือจะเลือกเข้าฟิตเนสเสริมสร้างกล้ามเนื้อก็ได้เช่นกัน

วัยทำงาน วัยกลางคน
ในวัยนี้ร่างกายจะเริ่มมีความเหนื่อยล้า กล้ามเนื้อและกระดูกเริ่มสึกหรอตามอายุบวกกับเริ่มมีการสะสมของไขมัน เนื่องจากอัตราการเผาผลาญที่ลดลง ดังนั้นควรออกกำลังที่ไม่หนักมาก เช่น ปั่นจักรยาน วิ่งจ๊อกกิ้ง การบริหารยืดเหยียด เช่น การเล่น โยคะ พีลาทิส หรือ Body weight เบาๆ โดยใช้น้ำหนักของร่างกายเพื่อพัฒนาการเผาผลาญของกล้ามเนื้อ และที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะวอร์มอัพร่างกายเพื่อลดอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นหลังออกกำลังกาย

วัยเก๋าแต่หัวใจยังไหว
สำหรับวัยนี้ร่างกายผ่านการทำมายาวนาน จึงต้องรักษาสมดุลให้ร่างกายด้วย ไม่ควรทำกิจกกรรมที่หักโหม ควรใช้ร่างกายในท่าเคลื่อนไหวง่ายๆ และผ่อนคลายแบบสบายๆ เช่น การเดิน รำไทเก็ก เต้นรำ หรือท่าบริหารกล้ามเนื้อง่ายๆ ไม่ควรออกกำลังกายนานเกินไปควรกำหนดระยะเวลาออกกำลังกายให้เหมาะสมกับที่ร่างกายพอรับไหว ไม่ควรออกกำลังเกิน 30 นาที

เห็นไหมว่าการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับช่วงอายุนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะร่างกายแต่ละช่วงวัยก็ต้องการการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ หรือการบำรุงรักษาที่แตกต่างกัน เลือกออกกำลังกายให้เหมาะสมกับอายุ เพื่อยืดอายุของร่างกายให้อยู่กับเราไปนานๆ