bookmark_borderหากเป็นหวัดสมุนไพรช่วยได้

      ในช่วงหน้าฝนโรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และพบว่าเป็นกันบ่อยมากที่สุดงั้นก็คือโรคไข้หวัดซึ่งเมื่อใครก็ตามที่มีอาการเป็นไข้หวัดแล้วนอกจากจะตัวร้อนมีไข้ยังต้องทนทุกข์ทรมานกับการเจ็บคออาการคัดจมูกหายใจไม่ออกไอรวมถึงยังมีน้ำมูกไหลซึ่งสร้างความทรมานให้กับคนที่เป็นไข้หวัดเป็นอย่างมาก

โดยหากเป็นไข้หวัดธรรมดาจะมีอาการของไข้ไม่เกิน 3 วันก็จะหายแต่ถ้าหากเป็นไข้หวัดใหญ่อาการจะรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดามากนักและต้องใช้เวลารักษาตัวประมาณ 1 สัปดาห์ถึงจะหายวันนี้จะมาแนะนำวิธีการใช้สมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการต่างๆที่เกิดจากโรคหวัด

        หากใครก็ตามที่มีอาการไอสมุนไพรที่เหมาะกับการกินมากที่สุดก็คือมะขามป้อมจิ้มเกลือหรือบางคนที่เป็นคนในสมัยโบราณก็มักจะนำมะขามป้อมไปทำการย่างไฟก่อนแล้วค่อยนำมาเคี่ยวโดยค่อยๆกินทีละนิดทีละหน่อยบางคนอาจจะใช้เป็นการคั้นน้ำมะขามป้อมและนำมาผสมกับน้ำผึ้งไม่ค่อยติดก็จะสามารถช่วยลดอาการไอการที่เราจะเห็นได้ว่ายาแก้ไอบางชนิดมีส่วนผสมของมะขามป้อม นอกจากที่เราจะกินมะขามป้อมเพื่อช่วยบรรเทาอาการไอได้แล้วมะขามป้อมยังมีวิตามินซีสูงซึ่งเมื่อเรากินไปแล้วก็มีประโยชน์กับร่างกายเป็นอย่างมาก

       แล้วนอกจากการไอแล้วเมื่อเป็นหวัดขาดไม่ได้เลยก็คือเสมหะที่จะมีมากดังนั้นหลายคนจึงมักต้องหาตัวช่วยในการละลายเสมหะวิธีการนั้นไม่ยากเลยให้เราใช้น้ำมะนาวผสมเกลือเล็กน้อยเข้าด้วยกันหลังจากนั้นเติมน้ำแล้วค่อยๆติดเพื่อให้น้ำมะนาวผ่านเข้าไปในลำคอช้าๆเราจะรู้สึกว่าเราชุ่มคอและเป็นการขับเสมหะออกจากลำคอของเราได้ดีอีกด้วย

        อีกปัญหาใหญ่ของการเป็นไข้หวัดนั้นก็คืออาการคัดจมูกซึ่งหากใครที่มีอาการคัดจมูกร่วมด้วยระหว่างเป็นไข้หวัดจะทำให้รู้สึกทรมานนอนไม่หลับวิธีที่จะช่วยได้นั่นก็คือการนำน้ำมันยูคาลิปตัสมาหยอด ในตะเกียงน้ำมันหอมระเหยเพื่อให้กลิ่นของน้ำมันยูคาลิปตัสระเหยเมื่อเรามีการสูดดมเข้าไปก็จะช่วยให้จมูกโล่งหรือเราจะใช้สมุนไพรในครัวเราซึ่งหาได้ง่ายๆทุกบ้านย่อมมีอยู่แล้วนั่นก็คือหอมแดงวิธีการใช้ไม่ยุ่งยาก

แค่เรานำหอมแดงมาพบให้พอแตกมีกลิ่นแล้วนำหอมแดงมาวางไว้ใกล้ๆกับหัวนอนเราก็จะโล่งจมูกขึ้นหรือสำหรับบางคนนำหอมแดงไปใส่ในน้ำอุ่นหลังจากนั้นสูดดมกลิ่นคำหอมแดงเข้าไปโดยส่วนมากแล้วคนสมัยโบราณจะเอาผ้ามาคุมทำเป็นกระโจมเพื่อไม่ให้กลิ่นของหอมแดงระเหยไปที่อื่นการทำเช่นนี้จะช่วยให้จมูกโล่งและนอนหลับสบายแต่ในปัจจุบันบริษัทยาก็มีการผลิตนำหอมแดงมาแปลรูปเป็นแผ่นแปะหน้าอกกลิ่นหอมแดงซึ่งช่วยให้อาการคัดจมูกหายได้เร็วขึ้น      

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยลาว4ตัว    

bookmark_borderวิธีการดูแลรักษาเครื่องช่วยฟังให้ใช้ได้นานขึ้น 

อย่างที่หลายคนทราบดีว่าเครื่องช่วยฟังนั้น ต่อให้มีราคาแพงมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถซื้อระยะการใช้งานได้นาน เพราะทำพังหรือหล่นหายไปได้ ซึ่งเรื่องนี้คนที่ใช้งานต้องดูแลรักษาให้ดี วิธีการดูแลนั้นก็ไม่ยาก เพียงแต่ต้องใช้ความระมัดระวัง รอบคอบ และวินัยในการทำซ้ำทุกๆวัน จึงจะเกิดเป็นนิสัย

เริ่มต้นหลังจากที่ได้เครื่องมาแล้วนั้น ควรชาร์ตไฟเรียบร้อย เช็กก่อนว่าเครื่องของเราใช้ถ่านเป็นก้อน หรือว่าใช้เป็นแบตเตอรี่ชาร์ตไฟ ควรอ่านคู่มือให้เข้าใจโดยละเอียด เพื่อป้องกันการตกหล่นขั้นตอนบางอย่างไป แต่ละรุ่นของเครื่องช่วยฟังก็มีระยะเวลาที่แตกต่างกันไปในการชาร์ตแบต แต่ส่วนใหญ่จะใช้เวลาไม่เกิน 5 ชั่วโมง เนื่องจากเครื่องช่วยฟังมีขนาดเล็ก ไม่จำเป็นต้องชาร์ตทิ้งไว้ข้ามคืน และประเด็นนี้ต้องระวังให้ดี การชาร์ตไฟข้ามคืนของบางรุ่น อาจะทำให้เกิดไฟเกินกำหนด และเครื่องได้รับความเสียหายได้ 

หลังจากศึกษาคู่มือเรียบร้อยแล้ว เริ่มต้นการใช้งาน  เครื่องช่วยฟัง  นั้น ต้องปรับระดับการสวมใส่ให้พอดีกับช่องหูของเราให้มากที่สุด เพื่อป้องกันการหลุดร่วงระหว่างใช้งาน บางคนหล่นร่วงไปโดยที่ไม่รู้ตัวก็มี ที่สำคัญต้องใส่ไว้ตลอดเวลา กลับถึงบ้านต้องมตำแหน่งการชาร์ตไฟหรือที่เก็บให้เป็นระเบียบ เป็นที่ประจำ ไม่ไปปนกับของใช้อื่นๆในบ้าน และควรเก็บให้พ้นจากระยะที่เด็กเล็กจะเอื้อมถึง 

ในระหว่างที่ใช้งาน พยายามสังเกตให้ดีว่าเครื่องช่วยฟังนั้น เราสามารถได้ยินเสียงได้ชัดเจนหรือไม่ มีปัญหาติดขัดเรื่องอะไรหรือเปล่า เพื่อถ้ามีปัญหาจะได้รีบส่งซ่อมในขณะที่ประกันยังไม่หมดอายุ บางรุ่นของเครื่องช่วยฟังมีระดับการปรับเสียงให้ดังมากน้อยไม่เท่ากัน เราต้องหมั่นเช็กให้เป็นปกติอยู่เสมอ 

เครื่องช่วยฟังไม่ควรเก็บไว้ที่ที่มีอุณหภูมิร้อนจัด หรือเย็นจัด ไว้ในบ้านปกติได้ไม่มีปัญหา อย่าทำตกหล่นน้ำ เพราะระบบข้างในอาจจะช็อตได้ และส่วนใหญ่ประกันจะไม่รับผิดชอบในกรณีที่เครื่องมีปัญหาจากการประมาทของเราเอง ซึ่งอยากให้ระวังตรงนี้ให้มาก เพราะเครื่องช่วยฟังส่วนใหญ่มีระบบการทำงานที่ใช้ความซับซ้อนประมาณหนึ่ง ใช้ผู้เชี่ยวชาญในการแก้ไขเครื่อง บางครั้งการอซ่อมเครื่องอาจทำให้เราต้องเสียโอกาสที่จะใช้ชีวิตอย่างสะดวก 

การทำความสะอาดเครื่องช่วยฟัง เพียงใช้ผ้าหรือกระดาษเช็ดเบาๆ ก็ทำให้เครื่องสะอาดขึ้นแล้ว หลีกเลี่ยงการใช้น้ำซับในจุดที่มีระบบไฟ ถ้าเป็นไปได้ใช้เสร็จแล้วควรเก็บไว้ในกล่องพลาสติก เพื่อป้องกันฝุ่นเข้าไปอุดตันในเครื่อง ยืดอายุการใช้งานได้นานขึ้นกว่าเดิม  

bookmark_borderทำความรู้จักสาเหตุและวิธีการรักษาผู้ป่วยหูตึง

ใครจะไปคิดว่าปัญหาที่ดูเหมือนจะเล็กอย่างอาการหูตึง ได้ยินไม่ชัด จะเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความเครียดให้กับคนที่เจอและลามมาถึงคนรอบข้างที่ต้องดูแล ถ้าหากว่าเรารู้จักวิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันปัญหานี้ได้ก่อนตั้งแต่เนิ่นๆ จะทำให้ปัญหาการได้ยิน เกิดขึ้นได้ช้ามาก บางคนที่อายุมากแล้ว ยังสามารถได้ยินเสียงพูดคุยได้อย่างชัดเจนเลยก็มี 

สาเหตุของอาการหูตึง 

1.มีลักษณะทางพันธุกรรมบางอย่างที่ทำให้เสี่ยงสูญเสียการได้ยินมากกว่าคนทั่วไปเมื่อมีอายุมากขึ้นหรือเมื่อได้ยินเสียงที่ดังเกินไป

2.หูชั้นในเสื่อม เนื่องจากอายุเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย

3.มีโรคหรือภาวะเจ็บป่วยที่อาจทำให้หูตึงข้างใดข้างหนึ่งแบบฉับพลัน เช่น น้ำในหูไม่เท่ากัน ติดเชื้อที่หู แก้วหูทะลุ ขี้หูอุดตัน มีถุงน้ำในหู โรคหินปูนเกาะกระดูกหู โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นต้น

4.ได้รับบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุบริเวณศีรษะ

5.อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง จนอาจทำให้เซลล์ประสาทหูชั้นในได้รับความเสียหาย โดยอาจเกิดขึ้นได้จากการฟังเสียงนั้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อย่างการทำงานในสถานที่ก่อสร้างหรือโรงงานอุตสาหกรรมที่มีเสียงเครื่องจักรหรือเครื่องยนต์ หรืออาจเกิดจากการฟังเสียงที่ดังมากเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เช่น เสียงปืน เสียงระเบิด เป็นต้น  

6.ใช้ยาที่อาจส่งผลต่อการทำงานของหูชั้นใน อย่างยาปฏิชีวนะเจนตามัยซินหรือยาเคมีบำบัดบางชนิด ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยได้ยินเสียงแว่วในหูชั่วคราว นอกจากนี้ การรับประทานยาแอสไพริน ยาต้านมาลาเรีย ยาขับปัสสาวะ หรือยาแก้ปวดชนิดอื่น ๆ ในปริมาณมากเกินไปก็อาจทำให้สูญเสียการได้ยินชั่วคราวเช่นกัน

วิธีการรักษาผู้ป่วยอาการหูตึง 

  1. เบื้องต้นในผู้ป่วยที่อายุไม่เยอะมาก แพทย์จะใช้วิธีละลายขี้หูที่อุดตันอยู่ให้ออกไปมากที่สุด เพื่อเป็นการเคลียร์ช่องหู แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้ว จำเป็นต้องมีขี้หูอยู่บ้าง เพื่อป้องกันเศษฝุ่นหรือเชื้อโรคที่จะเข้ามาแทรกในช่องหูได้ ซึ่งวิธีการนี้แพทย์จะเป็นคนประเมิณอาการเอง 
  2. เครื่องช่วยฟัง ในกรณีที่หูตึงในระยะที่ไม่น่าเป็นกังวล แพทย์จะแนะนำให้ใช้ เครื่องช่วยฟัง ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามแต่ไลฟ์สไตล์ ส่วนเรื่องราคาปัจจุบันเครื่องช่วยฟังมีเรทราคาที่หลากหลาย ทั้งถูกและแพง สามารถเลือกตามที่สะดวกได้ 
  3. ผ่าตัด ฝังประสาทหูเทียม ในกรณีที่ต้องผ่าตัดแพทย์จะเป็นคนวินิฉัยเอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นในเคสที่รักษาด้วยการใช้เครื่องจากภายนอกไม่ได้ผล ต้องผ่าตัดติดเครื่องมือไว้ภายใน หรือในบางเคสที่คนไข้มีอาการติดเชื้อในช่องหู แพทย์ก็จำเป็นต้องผ่าตัดเช่นกัน 

bookmark_borderสุขภาพดีเริ่มจากอะไร

คุณคิดว่าในตอนนี้สุขภาพคุณดีแล้วหรือไม่ คุณเคยลองนั่งถามตัวเองหรือไม่ตัวเองนั้นมีความสุขหรือไม่ เราแค่อยากทราบว่าคำว่า สุขภาพดี สำหรับคุณนั้นคืออะไรกันแน่ แน่นอนว่าหลายๆคนคงจะคิดแค่เพียงการที่เราจะสุขภาพจะดีนั้นจะต้องออกกำลังกาย เพราะจะทำให้ร่างกายนั้นแข็ง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ รวมไปถึงความคิดเห็นที่ว่า การไม่มีโรคนั้นเป็นลาปอันประเสริฐ ที่จะเป็นตัวชี้วัดได้ว่าตัวคุณนั้นเป็นคนที่มีสุขภาพดี ตัวอย่างที่เราได้ทำการยกมาพูดถึงนี้นั้นถูกต้องทั้งหมด เพราะนั้นเป็นความคิดของคนส่วนใหญ่ที่พอจะบอกเราได้ว่าสุขภาพดีนั้นคืออะไร

แต่มันใช่แค่นี้จริงๆหรือ การที่คุณไม่มีโรคภัยไข้เจ็บนั้นแปลว่าคุณสุขภาพดีแล้วจริงหรือไม่ หรือการที่คุณบอกว่าคุณออกกำลังกายที่ทำให้สุขภาพดีนั้นดีจริงหรือ จะช่วยปราศจากโรคจริงหรือไม่ บทความนี้นั้นล้วนเต็มไปด้วยคำถามและข้อสงสัยเป็นอย่างมากว่า สรุปแล้วการที่เราจะสุขภาพที่ดีได้นั้นมันต้องอะไรบ้างล่ะ

เพราะแบบนี้เราจึงต้องนำเสนอหลักการที่จะส่งเสริมสุขภาพของคุณ ให้คุณรู้มากยิ่งขึ้นว่า การดูแสสุขภาพนั้น มันมีกว่าการที่คุณต้องออกกำลังกาย หรือ การทำให้ร่างกายปราศจากโรคต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่จะมีอะไรบ้างนั้นมีดังนี้

  • การออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่สำคัญที่เรามักจะนึกถึงอยู่แล้วในการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกายจึงกิจกรรมยอดฮิตในกลุ่มคนรักสุขภาพขาดไม่ได้ ซึ่งการออกกำลังควรออกอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
  • อาหาร ถ้าให้เทียบกับการออกกำลังกายนั้น อาหารเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าการออกกำลังกายด้วยซ้ำ เพราะการที่คุณจะไปออกำลังคุณจะต้องมีแรง ซึ่งแรงเหล่านั้นก็ต้องได้รับมาจากพลังงานจากสารอาหารที่คุณต้องรับประทาน และต้องเลือกรับประทานหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย
  • อารมณ์ สำคัญมากเพราะมันคือสารที่เกิดขึ้นในสมอง อารมณ์จะเป็นตัวกำหนดอะไรหลายอย่างในตัวคุณ เพราะนอกจากจะทำให้ตัวคุณเองหงุดหงิด นั้นจะทำให้คนรอบข้างได้รับผลกระทบไปด้วย การสร้างอารมณ์ที่ดีจะทำให้สภาพแวดล้อมของคุณน่าอยู่มากยิ่งขึ้น
  • หลีกโรค เป็นช่วงรอยต่อของการรับประทานอาหาร คุณต้องเลือกทานอาหารที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าโทษ เพราะอาหารนี่แหละที่เข้าไปสะสมในร่างกายคุณและก่อให้เกิดการเสี่ยงโรคต่างขึ้นโดยไม่รู้ตัวรวมกับถึงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆที่จะตามมาในภายหลังได้
  • สิ่งแวดล้อม การสามารถกำหนดความเป็นอยู่ของตนเอง โดยการเลือกอยู่ในสถานที่ที่สภาพแวดล้อมที่ดี ไม่ใช่แค่สถานที่ที่อยู่ แต่หมายในกลุ่มเพื่อน และครอบครัว ที่คุณควรจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คนรอบข้างดีด้วยเช่นเดียวกัน
  • อบายมุข สิ่งของต้องห้ามที่นอกจากจะทำลายสุขภาพแล้วยังทำลายชีวิตของคุณอีกด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของคุณ และกระทบต่อจิตใจคนรอบข้างอีกด้วย

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  บุหรี่ไฟฟ้า

bookmark_borderอาการเจ็บตาเกิดจากสาเหตุอะไร

อาการเจ็บตาเกิดมาจากสาเหตุอะไร

เราเชื่อว่าเดี่ยวนี้มีคนหลายคนนั้นก็เกิดอาการที่เคืองตาปวด บวม เกิดจากสิ่งที่เรานั้นแพ้  หรือว่าบางคนนั้นไม่มีอาการปวด เจ็บ แต่ว่าบวม ซึ่งอาการเหล่านี้ปล่อยเอาไว้ทำให้เป็นเรื่องที่ไม่ดีอย่างแน่นอนเพราะว่าบางครั้งเรานั้นก็ใช้ตาในการทำงานค่อนข้างเยอะอย่างมากเลยต้องใช้ตาเป็นส่วนใหญ่บางคนนั้นก็ต้องทำงานเกี่ยวกับคอมต้องใช้ตานั้นจ้องอยู่ที่คอมเป็นอย่างมากเลยทำให้ตาเรานั้นล้าได้และแห้งด้วยบางคนนั้นก็ไปซื้อยาหยอดตาแบบว่าเป็นน้ำตาเทียมมาเพื่อให้ตาเรานั้นไม่แห้งหรือว่ากินยาอาการที่เรานั้นผิดปกติที่เกิดขึ้นจะหายไปทั้งๆที่แท้จริงแล้วหากขาดการรักษาที่ถูกต้องในระยะยาว  อาจจะทำให้เกิดอาการที่ผิดปกติที่เรานั้นคาดไม่ถึง 

เรามารูจักเกี่ยวเรื่องตากันโรคภูมิแพ้ขึ้นตา  

 เกิดจากที่เรานั้นแพ้และมีอาการที่เรานั้นตอบสนองต่อสิ่งที่แพ้  โดยมักจะเกิดจากอาการที่อักเสบที่บริเวณเยื่อบุตาขาว ซึ่งทำให้เกิดอาการได้หลายสาเหตุ  

  • แพ้ตามฤดูกาล เป็นอาการที่เกิดขึ้นบ่อยที่เดิมในช่วงเวลาที่อาการเรานั้นเปลี่ยน
  • แพ้สารต่างๆ เช่น ฝุ่น  อาหาร เกสรดอกไม้ น้ายาปรับผ้านุ่ม  เครื่องสำอาง ขนสัตว์  
  • แพ้คอนแทคเลนส์  ซึ่งมักจะเจอเม็ดขนาดใหญ่ที่บริเวณเบื่อบุตา  จึงต้องตรวจพื้นผิวเยื่อบุตาอย่างละเอียด 

อาการที่พบคือ  คัน เคืองตา แสบตาตลอด น้ำตาไหล เยื่อบุตานั้นแดง รู้สึกแสบตาอย่างมากเมือเรานั้นออกไปเจอแดด 

ซึ่งการตรวจวินิจฉัยคือ   แพทย์นั้นวินิจฉัยออกมาจากอาการความผิดปกติของผู้ป่วยเป็นสำคัญ  โดยอาการของภูมิแพ้ขึ้นตาและจะรุนแรงอย่างมากหรือว่าน้อยขึ้นกับความรุนแรงของอักเสบในแต่ละครั้ง โดยที่แพทย์หรือหมอนั้นจะพิจารณาจากเยื่อบุตา  หากรุนแรงมากตาจะแดงมากขึ้นนอกจากนี้ยังอาจพบอาการตาแดงเฉพาะที่เยื่อบุตาขาวนั้นอักเสบหรือหากเป็นมากจะมีเม็ดนูนๆไปกดกระจกตาดำทำให้กระจกตาดำเป็นแผลซึ่งรักษาค่อนข้างยากและในบางรายมีการอักเสบลามเข้ามาที่ตาดำซึ่งถือว่ารุนแรงมากเรียกว่ามีกระจกตาอักเสบร่วมด้วย  ส่งผลให้ทำการรักษาได้ยาก และอาจตาบอดได้

รักษาภูมิแพ้ขึ้นตา  วิธีการรักษาภูมิแพ้ขึ้นตาเราต้องบอกหมอสาเหตุที่แน่ชัดเพื่อจะได้เลือกวิธีการรักษาที่ถูกต้อง 

  1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้  ผู้ป่วยจะหลีกเลี่ยงได้ถ้ารู้ว่าตนเองแพ้อะไร  แต่ถ้าไม่รู้จะยาก ในการเลี่ยงและสิ่งที่แพ้บางอย่างก็ยากจะเลี่ยง เช่น  อากาศ ไรฝุ่น 
  2. การรักษาทางจักษุ เพื่อยับยั้งอาการและป้องกันโรคแทรกซ้อน หากมีอาการภูมิแพ้ขึ้นตา  จักษุแพทย์จะให้ยาหยอดตาเพื่อลดอาการอักเสบโดยแบ่งออก เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 
  • ยาสเตียรอยด์  นั้นก็มีข้อดี คือช่วยลดการอักเสบได้ดีที่สุด 
  • ยาที่ไม่ใช่สเตียรอยด์มีฤทธิ์ลดการอักเสบได้แต่ไม่เท่ากลุ่มยาสเตียรอยด์ข้อดีคือไม่มีโรคแทรกซ้อนหยอดติดต่อกันได้นาน และทำให้เยื่อบุตาแข็งแรงทนต่อสิ่งที่แพ้ได้มากขึ้น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย ชุดตรวจ hiv

bookmark_borderการนอนอย่างมีคุณภาพ


ทราบหรือเปล่า? การนอนเป็นแบ่งระยะได้ด้วยนะ
ก่อนที่จะไปสู่ความคิดความฝัน บางบุคคลอาจมีอาการตื่นแบบสะดุ้งตื่นในเวลากลางค่ำกลางคืนแบบกระทันหัน หรือบางบุคคลมองเห็นแค่เพียงภาพดำๆ แค่นั้น เพียงพอรู้ตัวอีกครั้งก็เช้าแล้ว โดยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นแบ่งได้ทั้งหมดทั้งปวง 4 ระยะ ดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1 : ระยะหลับตื้น (Light Sleep) เป็นการนอนเพียงแต่ช่วงสั้นๆ ได้แก่ การพักสายตา

ระยะที่ 2 : ระยะหลับตื้นจนถึงไปถึงหลับลึก ดังเช่น การนอนในตอนกลางวัน

ระยะที่ 3 : ระยะหลับลึก (Deep Sleep) เป็นการพักตอนที่พวกเราเมื่อยล้าหรืออ่อนแรงแม้กระนั้นยังไม่ถึงกับมีความฝัน

ระยะที่ 4 : ระยะการหลับลึกจนถึงทำให้มีการเกิดความฝัน เรียกอีกอย่างได้ว่า REM (Rapid Eye Movement) Sleep หรือ การเคลื่อนไหวของดวงตาอย่างเร็ว

การนอนอย่างมีคุณภาพ
เริ่มด้วยการสร้างกิจวัตรประจำวันก่อนนอน โดยการฝึกฝนให้นอนในช่วงเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันทุกคืน จัดเตรียมร่างกายและจิตใจแล้วก็สมองให้พร้อมสำหรับในการนอน อย่างเช่น หยุดคิดหัวข้อต่างๆ ที่นำไปสู่อาการคิดมาก ด้วยเหตุว่าอาจทำให้เข้าสภาวะของการนอนไม่หลับได้ ลดอาการตื่นเวลากลางดึก พักภายใต้ความเงียบรวมทั้งอุณหภูมิปกติที่พอดิบพอดี ไม่มีแสงสว่างหรือเสียงดังรบกวน กรณีนี้ขึ้นกับลักษณะการนอนของแต่ละบุคคล นอนให้พอเพียง อย่างต่ำคืนละ 7-9 ชั่วโมง เลี่ยงแอลกอฮอล์ก่อนนอน เนื่องด้วยการดื่มแอลกอฮอล์สามารถเข้าไปก่อกวนการนอนในระยะหลับลึก(REM) ทำให้การนอนของคุณอาจมีลักษณะตื่นรุ่งเช้ากว่าธรรมดา หรือนอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมง ข้อจำกัดทางด้านการแพทย์ สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีปัญหาด้านการหายใจ และก็โรคอื่นๆ ที่ก่อกวนการพักผ่อนหย่อนใจของคุณ ควรจะได้รับคำเสนอแนะจากหมอในเบื้องต้นว่าการ ฝันดี ฝันร้าย เกิดขึ้นได้ยังไง ?

นักวิทยาศาสตร์ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางสมอง พวกเขาเห็นว่าการที่มนุษย์เราจะฝันดี หรือฝันร้ายนั้น ขึ้นกับสิ่งพวกเราพบเห็นในทุกๆ วันผ่านกรรมวิธีคิดหรือจิตไร้สำนึก นำมาซึ่งเป็นความทรงจำไปสู่ความฝัน

bookmark_borderอย่าหลง กับความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับสุขภาพ

ไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปแค่ไหน แต่ความเชื่อส่วนบุคคลก็ยังคงมีมากอยู่ และค่อนข้างที่จะมากขึ้นในแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อด้านศาสนา สิ่งลี้ลับ ความเชื่อในการเรียน การทำงาน เป็นต้น โดยวันนีเราจะมาพูดถึงเรื่องความชื่อในด้านสุขภาพกัน ซึ่งความเชื่อนั้นมีทั้งผิด ถูก พิสูจน์ได้และพิสูจน์ไม่ได้ วันนี้เราจะมาพูดถึงความเชื่อผิดๆ กัน

1.อากาศเย็นทำให้ไม่สบายง่าย
อากาศที่หนาวเย็นไม่ได้ทำให้เราเป็นไข้หรือไม่สบายได้ง่ายขนาดนั้น การที่เราจะไม่สบายก็เกิดจากการได้รับเชื้อโรค ซึ่งเชื้อโรคนั้นมีมากมายอยู่รอบตัวเราอยู่แล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่แต่กับตัวบุคคลด้วย ผู้ที่มักไม่สบายจริงๆ แล้วเป็นเพราะ ร่างกายอ่อนแอมากกว่า เพราะจะสั่งเกตได้ว่ามีผู้คนมากมายที่แม้อากาศจะหนาว คนที่อยู่ในที่หนาวเย็นโดยส่วนใหญ่ก็ยังสุขภาพดีได้ แต่เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคนั้นแท้จริงอยู่ภายในบ้าน และในช่วงที่อากาศหนาวเย็นเราก็มักจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่ค่อยออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการไม่สบายได้ จริง ๆ แล้วมีผลการวิจัยว่าการได้รับอากาศหนาวเย็นบ้างยิ่งดีต่อสุขภาพ เพราะจะช่วยเพิ่มอัตราการเร่งของหัวใจ ทำให้ร่างกายอบอุ่น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายได้ทำงานนั่นเอง

2.สมองของเรา สามารถทำงานเพียง 10%
การที่มีความเชื่อนี้เกิดขึ้น ทำให้มีการทดสอบ และพบว่ามันไม่จริง จากผลการทดสอบพบว่า ในขณที่เราทำกิจกรรมต่าง ๆ วิ่ง เดิน นอนหลับ หรือหัวเราะ สมองทุกส่วนก็ยังทำงานประสานกันเป็นปกติ ซึ่งไม่พบว่าจะมีสมองส่วนใดเลยที่หยุดนิ่ง ไม่ทำงาน หรือไม่ถูกกระตุ้น ดังนั้นความเชื่อนี้จึงไม่เป็นความจริง ทั้งนี้พบว่าความเชื่อนี้อาจจะเป็นเพียงกุศโลบายให้เด็กๆ หรือวัยต่างๆ มีความพยายามที่จะกระตุ้นให้เราพัฒนาทักษะความสามารถของตัวเองให้ถึงขีดสุด มากกว่าการหยุดขี้เกียจอยู่กับที่นั่นเอง

3.น้ำตาลทำให้เด็กอาละวาด
ความเชื่อนี้ช่างเป็นความเชื่อที่ค่อนข้างมีมูลเหตุ ที่เป็นอย่างนี้ เพราะว่าเด็กมักชอบทานขนมหวาน ลูกอม ไอศกรีม ซึ่งล้วนแล้วมีน้ำตาลทั้งสิ้น และด้วยพลังของเด็กๆ ที่เหลือเฟืออยู่แล้วนั้น ก็แทบทำให้เราเชื่อได้เลยว่า ทานนำตาลมากๆ เด็กจะอาละวาด ความเชื่อนี้ไม่เป็นความจริง แม้ว่าน้ำตาลทำให้เด็กตื่นตัวก็จริง แต่ก็ทำให้เด็กมีความสงบลงมากกว่าอารมณ์รุนแรง มีการวิเคราะห์ว่าความเชื่อดังกล่าวน่าจะมาการที่พ่อแม่เห็นเด็ก ๆ มารวมตัวกัน กินขนมและของหวาน และเล่นกันแบบควบคุมไม่อยู่ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้มาจากผลของน้ำตาลโดยตรง แต่เป็นผลมาจากความกระตือรือร้นของเด็ก ๆ เองที่ได้กินขนมและได้สนุกกับเพื่อน ๆ มากกว่า

bookmark_borderเบาหวาน-ความดันสูง เกี่ยวข้องกันอย่างไร

เบาหวาน-ความดันโลหิตสูง เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกัน โดยพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ ทำให้เกิดความผิดปกติตามมา คือ น้ำตาลในเลือดนั้นก็สูงขึ้น และพบว่า 1 ใน 3 ก็จะป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงด้วยเช่นกัน และถ้าหากโรคทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อไหร่ ผลของโรคหนึ่งจะทำให้อาการของอีกโรคแย่ลงไปกว่าเดิม ทั้งนี้โรคเบาหวานจะกดให้ความสามารถในการขยายตัวของหลอดเลือดลดลงและยังส่งผลทำให้ร่างกายจัดการกับอินซูลินได้ยากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ จึงส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง อาจมีอาการกำเริบขึ้นพร้อมกัน และเกิดขึ้นร่วมกัน เพราะโรคเหล่านี้มีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของน้ำหนักตัวที่มากเกิน การรับประทานทานอาหารที่ทำร้ายสุขภาพ และการละเลยไม่ออกกำลังกาย
การป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานพร้อมกัน จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับโรคจอประสาทตาเสื่อมซึ่งส่งผลร้ายแน่ๆ ต่อคุณภาพชีวิต จนอาจถึงการทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพเลยทีเดียว และท้ายที่สุด คือ อาจจะอันตรายถึงชีวิตได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง
1. ประวัติคนในครอบครัวที่เคยเป็นโรคหัวใจ

2. เกิดภาวะความเครียด

3. การรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือโซเดียมสูง

4. การไม่ออกกำลังกาย

5. อายุมากขึ้น

6. น้ำหนักเกินมาตรฐาน

7. การสูบบุหรี่

8. การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก

9. โรคเรื้อรัง อาทิ โรคหยุดหายใจขณะหลับหรือ โรคไต เป็นต้น

แนวทางการป้องกันโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง
1. การลดน้ำหนัก ผู้ป่วยที่มี BMI ≥25 กก./ม.2 ทุกๆ น้ำหนัก ที่ลดลง 1 กก. สามารถลดความดันตัวบน ได้ เฉลี่ย 1 มม.ปรอท โดยรวมการลดน้ำหนัก 10กก. สามารถลดความดันตัวบนได้เฉลี่ย 5-20 มม.ปรอท

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายอย่างน้อย 5 วัน/สัปดาห์ วันละอย่างน้อย 30 นาที สามารถช่วยลดความดันตัวบนลงเฉลี่ย 4 มม.ปรอท

3. การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
• การบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,300 มก./วัน สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ทั้งในผู้ป่วยที่มี และไม่มีโรคความดันโลหิตสูง

• เกลือแกง (โซเดียมคลอไรด์) 1 ช้อนชา (5กรัม) โซเดียม 2,000 มก.

• น้ำปลา 1 ช้อนชา มีโซเดียมประมาณ 350-500 มก.

• ซีอิ๊ว 1 ช้อนชา มีโซเดียมประมาณ 320-455 มก.

• ผงชูรส 1 ช้อนชามีโซเดียม 492 มก.

4. การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่น้อย ผู้หญิงไม่เกิน 1 ดื่มมาตรฐาน ( Standard drink ) ต่อวัน และผู้ชายไม่เกิน 2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน ปริมาณ 1 ดื่มมาตรฐานของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมายถึง เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประมาณ10กรัม ได้แก่เบียร์ 5% : 240มล., เบียร์ 6.4% : 1/2กระป๋อง หรือ 1/3ขวดใหญ่, ไวน์ 12% : 100 มล.

5. เลิกสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่มีนิโคตินซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดสมอง

bookmark_borderอันตรายของ ‘เชื้ออะมีบา’ ในอาหาร

จากข่าวสองสามีภรรยาชาวออสเตรเลียเดินทางมาท่องเที่ยวที่ไทยเมื่อปี 2560 และล้มป่วยเป็นเวลากว่า 2 ปี โดยอ้างว่าได้รับปรสิตจากการกินผัดไทย ทำให้หลายคนสงสัยว่า เชื้อปรสิตที่ว่านี้คืออะไร พบได้ที่ไหน อันตรายอย่างไร และเราจะมีวิธีหลีกเลี่ยงอันตรายจากเชื้อปรสิตในอาหารได้อย่างไร ขอนำข้อมูลอันมีประโยชน์จากเฟซบุคเพจ สาระสุขภาพยาน่ารู้โดยเภสัชกรอุทัย มาฝากกัน

เชื้อปรสิตในอาหาร คืออะไร?
จริงๆ แล้วเราสามารถพบเชื้อโรคในอาหารได้หลายชนิด ในกรณีนี้เป็นเชื้อปรสิตที่เป็น “เชื้ออะมีบา” ที่มีชื่อว่า Dientamoeba fragilis ที่เรียกว่าเป็นปรสิตเพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในแหล่งธรรมชาติตามปกติ เช่น แม่น้ำลำคลอง สัตว์ทะเล ผักต่างๆ รวมไปถึงของที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างเส้นก๋วยเตี๋ยว ภาชนะที่บรรจุ น้ำที่ใช้ในการปรุงอาหาร ฯลฯ ก็อาจเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเชื้ออะมีบาเหล่านี้ได้เช่นกัน

เชื้อปรสิตในอาหาร อันตรายแค่ไหน?
การติดเชื้อจากอาหารเป็นไปได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับว่าพบเชื้อนั้นได้จากที่ไหน อาจจะพบเชื้อตั้งแต่ในวัตถุดิบ หรืออาจเกิดขึ้นระหว่างการปรุง อาจเป็นเชื้อที่อยู่ในภาชนะใส่อาหาร อุปกรณ์ทำอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย

อาการที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายของเรา จะหนักหรือเบา ก็ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานโรคในร่างกายของเราด้วยว่าสามารถต่อสู้ และตอบสนองต่อการทำงานของเชื้อเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน

โรคที่อาจเกิดขึ้นได้จากอะมีบามีมากมาย ขึ้นอยู่กับชนิดของอะมีบาที่พบ แต่สำหรับเชื้อ Dientamoeba fragilis อาจก่อให้เกิดอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร เช่น

  1. ปวดท้อง
  2. ท้องเสีย
  3. ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในกระเพาะอาหารเยอะผิดปกติ
  4. อาเจียน
  5. ไม่อยากอาหาร
    เป็นต้น

วิธีรักษาอาการติดเชื้อปรสิตในอาหาร
ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น หากมีอาการท้องเสีย สามารถดื่มน้ำเกลือแร่ ORS เพื่อทดแทนน้ำที่เสียไปจากร่างกาย ปวดท้อง คลื่นไส้ก็รับยารักษาไปตามอาการของแต่ละคน เนื่องจากร่างกายของคนเราสามารถมีระบบทำลายเชื้ออะมีบาเหล่านี้ในระบบทางเดินอาหารอยู่แล้ว หากร่างกายไม่อยู่ในสภาวะที่แย่มาก หรือเชื้อมีความแข็งแรงมากจริงๆ

วิธีหลีกเลี่ยงอาหารเสี่ยงเชื้อปรสิต

  1. เลือกรับประทานอาหารจากร้านอาหารที่มีความสะอาด ถูกหลักอนามัย สังเกตความสะอาดทั้งจากวัตถุดิบ อุปกรณ์ในการทำอาหาร ภาชนะใส่จาน โต๊ะ เก้าอี้ สภาพแวดล้อมภายในร้าน และสถานที่ตั้งของร้าน
  2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแปลกๆ ที่ไม่คุ้นเคย ในที่ที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่ทราบว่าทำมาจากอะไร ที่ไหน
  3. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
  4. รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้ภูมิต้านทานโรคทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา
  5. หากมีอาการผิดปกติหลังรับประทานอาหาร 3-6 ชั่วโมง ควรรีบพบแพทย์

bookmark_borderผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบำรุงตับที่ดีที่สุดตอนนี้

โรคเกี่ยวกับมะเร็งตับ

โรคมะเร็งตับ เป็นภัยร้ายใกล้ตัวอีกโรคหนึ่งที่มาแบบเงียบๆและไม่ค่อยแสดงอาการให้รู้ตัวเท่าไร พบมากเป็นอันดับหนึ่งในเพศชาย รองลงมาคือเพศหญิง โรคนี้เกิดจากเซลล์ของตับที่เป็นมะเร็งและเกิดการแบ่งตัวแล้วแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆในร่างกาย ซึ่งเป็นมะเร็งที่มีการแพร่กระจายไวมาก มักเสียชีวิตในระยะเวลา 3-6 เดือน โดยอาการของระยะแรกจะไม่มีอาการ จะเริ่มมีอาการให้รู้ในระยะกลางขึ้นไปเท่านั้น

ซึ่งอันตรายมากๆ เนื่องจากเริ่มแรกก้อนเนื้อมะเร็งมีขนาดที่เล็กมาก และเกิดขึ้นเพียงก้อนเดียวเท่านั้น ทำให้เราไม่สามารถรับรู้ได้เลย หากเริ่มเป็นไปแล้ว ลักษณะของผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคนี้ก็คือ

  • ติดเชื้อไวรัสอักเสบ
  • ป่วยเป็นโรคตับแข็ง
  • เบาหวาน
  • โรคอ้วน
  • ชอบทานอาหารที่มีเชื้อรา
  • รับประทานอาหารที่ไหม้เกรียม

หากรู้ตัวว่าชอบอะไรเหล่านี้ หรือคิดว่าตัวเองมีแนวโน้มที่จะเป็น ให้เช็คอาการคร่าวๆ ว่ามีอาการปวดท้องหรือไม่ น้ำหนักลดลงแบบไม่มีสาเหตุหรือไม่ หรืออาจลองคลำดูที่ช่องท้องส่วนบนว่ามีก้อนแข็ง ที่ผิดปกติหรือไม่, อาการท้องมาน, ตัวเหลือง ตาเหลือง, หรือมีอาการเท้าบวม

ซึ่งอาการเหล่านี้หากพบเจอข้อใดข้อหนึ่งควรรีบพบแพทย์ทันที และหากยังไม่เข้าข่ายเป็นโรคดังกล่าวนี้ก็ควรจะมีการป้องกันไว้ด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ, หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ไม่รับประทานอาหารสุกๆดิบๆ หรืออาจจะหาซื้อ อาหารเสริมบำรุงตับ มากินเพื่อบำรุงและป้องกัน และเราควรปรุงสุกทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดเชื้อราได้ง่าย, หรือ หาอาหาร การตรวจสุขภาพก็เป็นสิ่งสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม หากเราพบเจอไว ก็จะทำให้มีโอกาสรักษาโรคนี้ให้หายขาดและมีประสิทธิภาพได้

ดังนั้นควรตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อสุขภาพที่ดีและปลอดภัยของเรานั่นเอง เพื่อที่จะสามารถอยู่กับคนที่เรารัก และรักเราได้ไปอีกนานๆ ไม่ควรมองข้ามและควรใส่ใจกับการดูแลอยู่เสมอๆ