bookmark_borderหากเราเป็นคนที่นอนกัดฟันควรทำอย่างไรดี

   คุณเคยรู้สึกไหมว่า เวลาที่คุณตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้าแล้วคุณจะรู้สึกเจ็บฟันมาก หรือบางครั้งในขณะที่คุณกำลังหลับแล้วเกิดสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก คุณจะสามารถรับรู้ได้ว่าคุณกำลังนอนกัดฟันอยู่ ซึ่ง หลายคนคงรู้มาบ้างแล้วว่า สาเหตุที่คนเรานอนกัดฟันนั้นมาจากที่เรามีความเครียดสะสม หรือมีความรู้สึกกังวลอยู่ในภายในจิตใจลึกลึก ดังนั้นเมื่อมีความเครียดมากร่างกายก็จะมีการหลั่งสารอะดรีนาลีนมากเช่นกัน ซึ่งจะมีผลให้กล้ามเนื้อมีการหดเกร็งมากขึ้น ด้วย จึงเป็นเหตุผลว่าทำให้คนที่นอนหลับ ถึงนอนกัดฟันของตัวเอง และนอกจากที่คนเราเครียดจนต้องนอนกัดฟันแล้ว

อาจจะมีสาเหตุอื่นอื่นอีกก็ได้ที่จะส่งผลให้เรานอนกัดฟัน เช่น การกินยาบางตัวที่มีผลต่อการสั่งการของสมอง  หรือการกินเหล้า สูบบุหรี่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเรานอนกัดฟันได้ทั้งนั้น และหากเราต้องนอนกัดฟันจริงเราควรจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาการนอนกัดฟันนี้ได้อย่างไรบ้าง เพราะการนอนกัดฟันจะส่งผลให้เราตื่นขึ้นมาแล้วอาจจะปวดหัวและปวดฟันได้ ดังนั้น เรามาหาวิธีการแก้ไขอาการนอนกัดฟันกันเถอะ

  1. สำหรับวิธีแรกนี้เป็นการทำง่ายง่าย โดยตามร้านค้า หรือร้านค้าออนไลน์ต่างต่างจะมีการขายยางที่ใช้สำหรับครอบฟัน ให้เราลองซื้อมาใช้ครอบฟันเวลานอนดูค่ะ เพราะหากเราห้ามความเครียดของตัวเองไม่ได้ก็ต้องทำการลดการกระทบกระทั่งกันระหว่างฟันซี่บนและซี่ล่าง ซึ่งหลายคนลองใช้วิธีการใช้ที่ครอบฟันก็สามารถช่วยลดปัญหาได้เหมือนกันนะคะ
  2. ว่ากันว่าการฉีดโบท็อกซ์ที่บริเวณกรามของเรา จะช่วยลดอาการนอนกัดฟันได้นะคะ แต่จะสามารถช่วยได้เพียงไม่นานเท่านั้น ประมาณ 2 หรือ 3 เดือนเมื่อฤทธิ์ยาที่ฉีดเข้าไปหมดอายุก็อาจจะกลับมานอนกัดฟันอีกได้ค่ะ ถึงแม้จะช่วยได้ไม่นานแต่ก็สามารถช่วยไม่ให้ตื่นขึ้นมาแล้วต้องปวดหัวและปวดฟันได้สักพักค่ะ
  3. ถ้าสาเหตุมาจากการกินกาแฟ หรือเหล้า ก็ควรงดของเหล่านี้ก็จะทำให้อาการนอนกัดฟันของคุณดีขึ้นค่ะ แต่ถ้าหากมันเป็นมาจากกรรมพันธุ์ที่พ่อแม่ก็นอนกัดฟันอันนี้ก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆค่ะ คงต้องย้อนไปทำตามขั้นตอนแรกกัน
  4. สาเหตุนอนกัดฟันหลักหลักเลยคือความเครียด ดังนั้น เราควรพยายามทำตัวให้ผ่อนคลายไม่เครียดมากนัก ก่อนนอนก็ให้อะไรดูที่สนุกและไม่เครียดดูก่อนนอนจะช่วยลดความเครียดก่อนนอนได้และอาจจะช่วยลดปัญหาการนอนกัดฟันได้เช่นกันค่ะ

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

bookmark_borderมาทำความรู้จักติดเชื้อในกระแสเลือดกันเถอะ 

       การติดเชื้อในกระแสเลือดไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บแต่เป็นการที่เราได้รับเชื้อโรคเข้ามาสู่ร่างกายของเราซึ่งเชื้อโรคเหล่านั้นก็จะไหลเวียนไปตามเส้นเลือดซึ่งจะส่งผลทำให้ร่างกายของเราเกิดการอักเสบตรงที่ใดที่หนึ่งหรืออาจจะเกิดการอักเสบทั่วร่างกาย อย่างที่เราเคยเรียนวิชาชีวะกันมาก่อนว่าร่างกายของเรานั้นจะมีเม็ดเลือดขาวที่คอยทำลายเชื้อโรคและคอยทำลายไวรัสที่เข้าไปทำอันตรายกับร่างกาย

ซึ่งถ้าเม็ดเลือดขาวของเรามีน้อยหรือเม็ดเลือดขาวของเราอ่อนแอก็จะไม่สามารถทำอันตรายเชื้อโรคเหล่านั้นได้และนี่เองที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เชื้อโรคเหล่านั้นสามารถเข้าไปสู่กระแสเลือดของเราแล้วทำให้เราเกิดอันตรายจากการติดเชื้อโรคเหล่านี้ได้สำหรับคนที่มีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดนั้นไม่มีการเจาะจงว่าจะเป็นเฉพาะเพศใดเพศหนึ่งหรือจะเป็นเฉพาะช่วงอายุใดช่วงหนึ่งเท่านั้นคนทุกคนสามารถติดเชื้อในกระแสเลือดได้เหมือนกันหมดแต่คนที่มีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะมีการติดเชื้อในกระแสเลือดได้มากกว่าบุคคลอื่นก็คือบุคคลที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วหรือบุคคลที่มีสุขภาพร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรง

มีภูมิต้านทานต่ำกลุ่มคนเหล่านี้มีโอกาสเสี่ยงสูงอย่างมากที่จะพบปัญหาเรื่องของการติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งถ้าหากเมื่อใดก็ตามที่เรามีอาการติดเชื้อในกระแสเลือดเลือดแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีหรือได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีก็จะส่งผลให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ซึ่งเรามักจะเห็นหรือมักจะได้ยินข่าวว่าบุคคลดังกล่าวเกิดอาการไม่สบายแล้วเกิดการอักเสบ

ซึ่งลักษณะของการอักเสบจะพบบริเวณร่างกายเกิดอาการบวมขึ้นมาหลังจากนั้นเมื่อมีการพบว่ามีการติดเชื้อในกระแสเลือดแค่เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นก็ทำให้ถึงแก่ความตายได้เช่นเดียวกันดังนั้นการรักษาอาการติดเชื้อในกระแสเลือดเจ้าหน้าที่ทางโรงพยาบาลไม่ว่าจะเป็นคุณหมอหรือพยาบาลจะต้องมีการดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดโดยมีการให้ยาพี่จะไปลดการอักเสบและที่สำคัญหากเราต้องการหลีกเลี่ยงการติดเชื้อในกระแสเลือดเราควรดูแลตัวเองให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอด้วย

การพักผ่อนให้เพียงพอและกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายรวมถึงหากพบอาการเจ็บป่วยควรรีบไปพบแพทย์ทันทีและถ้าหากมีโรคประจำตัวก็จะต้องกินยาให้ครบตามที่คุณหมอสั่งเพื่อไม่ให้ร่างกายอ่อนแอซึ่งจะมีผลทำให้เชื้อโรคแทรกซึมเข้ามาในร่างกายแล้วกลายเป็นการติดเชื้อในกระแสเลือดได้  หากเราสามารถดูแลตัวเองได้อย่างที่กล่าวมา รับรองว่าไม่ติดเชื้อในกระแสเลือดแน่นอน

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

bookmark_borderสมุนไพรช่วยคุ้มกันโรคเอดส์  

โรคเอดส์ที่หลายๆคนนั้นกลัวเพราะว่าเป็นโรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์และในตอนนี้ก็ยังไม่มียาที่จะรักษาให้หายขาดได้ได้แต่มียาที่ช่วยในการชลอในการที่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานและเราต้องรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับปกติอีกด้วยเพราะว่าจะได้ไม่มีอาการที่แทรกซ้อน    ซึ่งในตอนนี้บ้านเราได้ได้มียาที่เป็นยาที่เป็นยาต้านไวรัสที่ช่วยในเรื่องของการชลอและยับยั้งการขยายตัวของไวรัส   เพื่อที่จะช่วยให้รักษาระดับภูมิคุ้มกันร่างกายให้อยู่ตามเกณฑ์  

          สำหรับสมุนไพรไทยที่มีนักศึกษาค้นพบว่าช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ผู้ที่ป่วยที่เป็นโรคเอดส์    แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเราก็ไม่ควรที่จะทิ้งยาแผนปัจจุบันเพราะว่าจะมากินยาสมุนไพรไทยเพียงอย่างเดียว  การที่เรากินคิดค้นยาสมุนไพรไทยเป็นการที่ช่วยเสริมในการรักษาเพียงเท่านั้น   

         และต่อมาทางโรงพยาบาลของไทยเรานี่เองได้มีการนำฟ้าทะลายโจร  และก็มะระขี้นกที่เรารู้อยู่แล้วมีรสชาติที่ขมมาก  เอาทำการทดลอง   โดยมีการศึกษาในสหรัฐอเมริกา  เพื่อที่จะค้นพบเกี่ยวกับการใช้ยาสมุนไพรไทย   โดยได้มีการทดลองในผู้ที่ป่วยเป็นโรคเอดส์และได้ให้ยาตามขนาด  ไปจนทำให้ผลสรุปออกมาว่าการที่เราให้ผู้ที่ป่วยได้กินยาฟ้าทะลายโจรและมะระขี้นกนั้นได้ผลออกมาว่า  ภูมิคุ้มกันนั้นดีขึ้น   

     และการที่เราได้ค้นพบยาสมุนไพรไทยนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการที่เราจะพัฒนาให้ดีขึ้นไปอีก   และการที่เราเอาสมุนไพรมาช่วยในเรื่องของการรักษานั้นจะทำให้คนที่เป็นผู้ป่วยหรือว่าเป็นโรคนี้นั้นได้มีชีวิตที่อยู่ได้อีกยาวนาน เพียงแค่เรารู้จักการยับยั้งและการรักษาตัวเองให้อยู่ในระดับที่ไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนนั้นเอง   

   ฟ้าทะลายโจรนั้นยังสามารถที่จะช่วยในเรื่องของการช่วยยับยั้งเรื่องเกี่ยวกับโรคเอดส์นั้นได้เป็นอย่างดี  เพราะว่าสรรคุณของฟ้าทะลายโจรนั้นมีฤทธิ์ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายของเราแข็ง  

  • ข้อควรระวังในการที่จะให้ผู้ที่กินยานี้ต้องไม่แพ้ยาฟ้าทะลายโจร  อีกอย่างยานี้เป็นยาที่อออฤทธิ์เย็นดังนั้นเราไม่ควรที่จะกินยาฟ้าทะลายโจรเป็นเวลาที่ติดต่อกันนานเกิน  หรือว่าจะกินประมาณสามเดือนแล้วหยุดกิน   และไม่แนะนำให้คนท้องนั้นกิน   หรือว่าผู้ที่จะวางแผนในการที่จะมีครอบครัวหรือว่ามีลูก   และก็ไม่แนะนำให้ผู้ที่ป่วยที่เป็นโรคตับไตชนิดที่รุนแรงนั้นกินยาตัวนี้   
  • ขนาดที่เราแนะนำให้กินยาวันละ  1-2  เมล็ด  หรือว่าแคปซูล  เวลาใดก็ได้ให้กินติดต่อจนครบสามเดือนแล้วค่อยหยุดกินหนึ่งเดือน  

 

ขอบคุณผู้ที่ให้การสนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

bookmark_borderหากเป็นหวัดสมุนไพรช่วยได้

      ในช่วงหน้าฝนโรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้และพบว่าเป็นกันบ่อยมากที่สุดงั้นก็คือโรคไข้หวัดซึ่งเมื่อใครก็ตามที่มีอาการเป็นไข้หวัดแล้วนอกจากจะตัวร้อนมีไข้ยังต้องทนทุกข์ทรมานกับการเจ็บคออาการคัดจมูกหายใจไม่ออกไอรวมถึงยังมีน้ำมูกไหลซึ่งสร้างความทรมานให้กับคนที่เป็นไข้หวัดเป็นอย่างมาก

โดยหากเป็นไข้หวัดธรรมดาจะมีอาการของไข้ไม่เกิน 3 วันก็จะหายแต่ถ้าหากเป็นไข้หวัดใหญ่อาการจะรุนแรงมากกว่าไข้หวัดธรรมดามากนักและต้องใช้เวลารักษาตัวประมาณ 1 สัปดาห์ถึงจะหายวันนี้จะมาแนะนำวิธีการใช้สมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการต่างๆที่เกิดจากโรคหวัด

        หากใครก็ตามที่มีอาการไอสมุนไพรที่เหมาะกับการกินมากที่สุดก็คือมะขามป้อมจิ้มเกลือหรือบางคนที่เป็นคนในสมัยโบราณก็มักจะนำมะขามป้อมไปทำการย่างไฟก่อนแล้วค่อยนำมาเคี่ยวโดยค่อยๆกินทีละนิดทีละหน่อยบางคนอาจจะใช้เป็นการคั้นน้ำมะขามป้อมและนำมาผสมกับน้ำผึ้งไม่ค่อยติดก็จะสามารถช่วยลดอาการไอการที่เราจะเห็นได้ว่ายาแก้ไอบางชนิดมีส่วนผสมของมะขามป้อม นอกจากที่เราจะกินมะขามป้อมเพื่อช่วยบรรเทาอาการไอได้แล้วมะขามป้อมยังมีวิตามินซีสูงซึ่งเมื่อเรากินไปแล้วก็มีประโยชน์กับร่างกายเป็นอย่างมาก

       แล้วนอกจากการไอแล้วเมื่อเป็นหวัดขาดไม่ได้เลยก็คือเสมหะที่จะมีมากดังนั้นหลายคนจึงมักต้องหาตัวช่วยในการละลายเสมหะวิธีการนั้นไม่ยากเลยให้เราใช้น้ำมะนาวผสมเกลือเล็กน้อยเข้าด้วยกันหลังจากนั้นเติมน้ำแล้วค่อยๆติดเพื่อให้น้ำมะนาวผ่านเข้าไปในลำคอช้าๆเราจะรู้สึกว่าเราชุ่มคอและเป็นการขับเสมหะออกจากลำคอของเราได้ดีอีกด้วย

        อีกปัญหาใหญ่ของการเป็นไข้หวัดนั้นก็คืออาการคัดจมูกซึ่งหากใครที่มีอาการคัดจมูกร่วมด้วยระหว่างเป็นไข้หวัดจะทำให้รู้สึกทรมานนอนไม่หลับวิธีที่จะช่วยได้นั่นก็คือการนำน้ำมันยูคาลิปตัสมาหยอด ในตะเกียงน้ำมันหอมระเหยเพื่อให้กลิ่นของน้ำมันยูคาลิปตัสระเหยเมื่อเรามีการสูดดมเข้าไปก็จะช่วยให้จมูกโล่งหรือเราจะใช้สมุนไพรในครัวเราซึ่งหาได้ง่ายๆทุกบ้านย่อมมีอยู่แล้วนั่นก็คือหอมแดงวิธีการใช้ไม่ยุ่งยาก

แค่เรานำหอมแดงมาพบให้พอแตกมีกลิ่นแล้วนำหอมแดงมาวางไว้ใกล้ๆกับหัวนอนเราก็จะโล่งจมูกขึ้นหรือสำหรับบางคนนำหอมแดงไปใส่ในน้ำอุ่นหลังจากนั้นสูดดมกลิ่นคำหอมแดงเข้าไปโดยส่วนมากแล้วคนสมัยโบราณจะเอาผ้ามาคุมทำเป็นกระโจมเพื่อไม่ให้กลิ่นของหอมแดงระเหยไปที่อื่นการทำเช่นนี้จะช่วยให้จมูกโล่งและนอนหลับสบายแต่ในปัจจุบันบริษัทยาก็มีการผลิตนำหอมแดงมาแปลรูปเป็นแผ่นแปะหน้าอกกลิ่นหอมแดงซึ่งช่วยให้อาการคัดจมูกหายได้เร็วขึ้น      

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยลาว4ตัว    

bookmark_borderอาการเจ็บตาเกิดจากสาเหตุอะไร

อาการเจ็บตาเกิดมาจากสาเหตุอะไร

เราเชื่อว่าเดี่ยวนี้มีคนหลายคนนั้นก็เกิดอาการที่เคืองตาปวด บวม เกิดจากสิ่งที่เรานั้นแพ้  หรือว่าบางคนนั้นไม่มีอาการปวด เจ็บ แต่ว่าบวม ซึ่งอาการเหล่านี้ปล่อยเอาไว้ทำให้เป็นเรื่องที่ไม่ดีอย่างแน่นอนเพราะว่าบางครั้งเรานั้นก็ใช้ตาในการทำงานค่อนข้างเยอะอย่างมากเลยต้องใช้ตาเป็นส่วนใหญ่บางคนนั้นก็ต้องทำงานเกี่ยวกับคอมต้องใช้ตานั้นจ้องอยู่ที่คอมเป็นอย่างมากเลยทำให้ตาเรานั้นล้าได้และแห้งด้วยบางคนนั้นก็ไปซื้อยาหยอดตาแบบว่าเป็นน้ำตาเทียมมาเพื่อให้ตาเรานั้นไม่แห้งหรือว่ากินยาอาการที่เรานั้นผิดปกติที่เกิดขึ้นจะหายไปทั้งๆที่แท้จริงแล้วหากขาดการรักษาที่ถูกต้องในระยะยาว  อาจจะทำให้เกิดอาการที่ผิดปกติที่เรานั้นคาดไม่ถึง 

เรามารูจักเกี่ยวเรื่องตากันโรคภูมิแพ้ขึ้นตา  

 เกิดจากที่เรานั้นแพ้และมีอาการที่เรานั้นตอบสนองต่อสิ่งที่แพ้  โดยมักจะเกิดจากอาการที่อักเสบที่บริเวณเยื่อบุตาขาว ซึ่งทำให้เกิดอาการได้หลายสาเหตุ  

  • แพ้ตามฤดูกาล เป็นอาการที่เกิดขึ้นบ่อยที่เดิมในช่วงเวลาที่อาการเรานั้นเปลี่ยน
  • แพ้สารต่างๆ เช่น ฝุ่น  อาหาร เกสรดอกไม้ น้ายาปรับผ้านุ่ม  เครื่องสำอาง ขนสัตว์  
  • แพ้คอนแทคเลนส์  ซึ่งมักจะเจอเม็ดขนาดใหญ่ที่บริเวณเบื่อบุตา  จึงต้องตรวจพื้นผิวเยื่อบุตาอย่างละเอียด 

อาการที่พบคือ  คัน เคืองตา แสบตาตลอด น้ำตาไหล เยื่อบุตานั้นแดง รู้สึกแสบตาอย่างมากเมือเรานั้นออกไปเจอแดด 

ซึ่งการตรวจวินิจฉัยคือ   แพทย์นั้นวินิจฉัยออกมาจากอาการความผิดปกติของผู้ป่วยเป็นสำคัญ  โดยอาการของภูมิแพ้ขึ้นตาและจะรุนแรงอย่างมากหรือว่าน้อยขึ้นกับความรุนแรงของอักเสบในแต่ละครั้ง โดยที่แพทย์หรือหมอนั้นจะพิจารณาจากเยื่อบุตา  หากรุนแรงมากตาจะแดงมากขึ้นนอกจากนี้ยังอาจพบอาการตาแดงเฉพาะที่เยื่อบุตาขาวนั้นอักเสบหรือหากเป็นมากจะมีเม็ดนูนๆไปกดกระจกตาดำทำให้กระจกตาดำเป็นแผลซึ่งรักษาค่อนข้างยากและในบางรายมีการอักเสบลามเข้ามาที่ตาดำซึ่งถือว่ารุนแรงมากเรียกว่ามีกระจกตาอักเสบร่วมด้วย  ส่งผลให้ทำการรักษาได้ยาก และอาจตาบอดได้

รักษาภูมิแพ้ขึ้นตา  วิธีการรักษาภูมิแพ้ขึ้นตาเราต้องบอกหมอสาเหตุที่แน่ชัดเพื่อจะได้เลือกวิธีการรักษาที่ถูกต้อง 

  1. หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้  ผู้ป่วยจะหลีกเลี่ยงได้ถ้ารู้ว่าตนเองแพ้อะไร  แต่ถ้าไม่รู้จะยาก ในการเลี่ยงและสิ่งที่แพ้บางอย่างก็ยากจะเลี่ยง เช่น  อากาศ ไรฝุ่น 
  2. การรักษาทางจักษุ เพื่อยับยั้งอาการและป้องกันโรคแทรกซ้อน หากมีอาการภูมิแพ้ขึ้นตา  จักษุแพทย์จะให้ยาหยอดตาเพื่อลดอาการอักเสบโดยแบ่งออก เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 
  • ยาสเตียรอยด์  นั้นก็มีข้อดี คือช่วยลดการอักเสบได้ดีที่สุด 
  • ยาที่ไม่ใช่สเตียรอยด์มีฤทธิ์ลดการอักเสบได้แต่ไม่เท่ากลุ่มยาสเตียรอยด์ข้อดีคือไม่มีโรคแทรกซ้อนหยอดติดต่อกันได้นาน และทำให้เยื่อบุตาแข็งแรงทนต่อสิ่งที่แพ้ได้มากขึ้น

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย ชุดตรวจ hiv

bookmark_borderการนอนอย่างมีคุณภาพ


ทราบหรือเปล่า? การนอนเป็นแบ่งระยะได้ด้วยนะ
ก่อนที่จะไปสู่ความคิดความฝัน บางบุคคลอาจมีอาการตื่นแบบสะดุ้งตื่นในเวลากลางค่ำกลางคืนแบบกระทันหัน หรือบางบุคคลมองเห็นแค่เพียงภาพดำๆ แค่นั้น เพียงพอรู้ตัวอีกครั้งก็เช้าแล้ว โดยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นแบ่งได้ทั้งหมดทั้งปวง 4 ระยะ ดังต่อไปนี้

ระยะที่ 1 : ระยะหลับตื้น (Light Sleep) เป็นการนอนเพียงแต่ช่วงสั้นๆ ได้แก่ การพักสายตา

ระยะที่ 2 : ระยะหลับตื้นจนถึงไปถึงหลับลึก ดังเช่น การนอนในตอนกลางวัน

ระยะที่ 3 : ระยะหลับลึก (Deep Sleep) เป็นการพักตอนที่พวกเราเมื่อยล้าหรืออ่อนแรงแม้กระนั้นยังไม่ถึงกับมีความฝัน

ระยะที่ 4 : ระยะการหลับลึกจนถึงทำให้มีการเกิดความฝัน เรียกอีกอย่างได้ว่า REM (Rapid Eye Movement) Sleep หรือ การเคลื่อนไหวของดวงตาอย่างเร็ว

การนอนอย่างมีคุณภาพ
เริ่มด้วยการสร้างกิจวัตรประจำวันก่อนนอน โดยการฝึกฝนให้นอนในช่วงเวลาเดียวกันหรือใกล้เคียงกันทุกคืน จัดเตรียมร่างกายและจิตใจแล้วก็สมองให้พร้อมสำหรับในการนอน อย่างเช่น หยุดคิดหัวข้อต่างๆ ที่นำไปสู่อาการคิดมาก ด้วยเหตุว่าอาจทำให้เข้าสภาวะของการนอนไม่หลับได้ ลดอาการตื่นเวลากลางดึก พักภายใต้ความเงียบรวมทั้งอุณหภูมิปกติที่พอดิบพอดี ไม่มีแสงสว่างหรือเสียงดังรบกวน กรณีนี้ขึ้นกับลักษณะการนอนของแต่ละบุคคล นอนให้พอเพียง อย่างต่ำคืนละ 7-9 ชั่วโมง เลี่ยงแอลกอฮอล์ก่อนนอน เนื่องด้วยการดื่มแอลกอฮอล์สามารถเข้าไปก่อกวนการนอนในระยะหลับลึก(REM) ทำให้การนอนของคุณอาจมีลักษณะตื่นรุ่งเช้ากว่าธรรมดา หรือนอนน้อยกว่า 8 ชั่วโมง ข้อจำกัดทางด้านการแพทย์ สำหรับคนที่มีโรคประจำตัว ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีปัญหาด้านการหายใจ และก็โรคอื่นๆ ที่ก่อกวนการพักผ่อนหย่อนใจของคุณ ควรจะได้รับคำเสนอแนะจากหมอในเบื้องต้นว่าการ ฝันดี ฝันร้าย เกิดขึ้นได้ยังไง ?

นักวิทยาศาสตร์ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางสมอง พวกเขาเห็นว่าการที่มนุษย์เราจะฝันดี หรือฝันร้ายนั้น ขึ้นกับสิ่งพวกเราพบเห็นในทุกๆ วันผ่านกรรมวิธีคิดหรือจิตไร้สำนึก นำมาซึ่งเป็นความทรงจำไปสู่ความฝัน

bookmark_borderอย่าหลง กับความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับสุขภาพ

ไม่ว่าโลกจะพัฒนาไปแค่ไหน แต่ความเชื่อส่วนบุคคลก็ยังคงมีมากอยู่ และค่อนข้างที่จะมากขึ้นในแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อด้านศาสนา สิ่งลี้ลับ ความเชื่อในการเรียน การทำงาน เป็นต้น โดยวันนีเราจะมาพูดถึงเรื่องความชื่อในด้านสุขภาพกัน ซึ่งความเชื่อนั้นมีทั้งผิด ถูก พิสูจน์ได้และพิสูจน์ไม่ได้ วันนี้เราจะมาพูดถึงความเชื่อผิดๆ กัน

1.อากาศเย็นทำให้ไม่สบายง่าย
อากาศที่หนาวเย็นไม่ได้ทำให้เราเป็นไข้หรือไม่สบายได้ง่ายขนาดนั้น การที่เราจะไม่สบายก็เกิดจากการได้รับเชื้อโรค ซึ่งเชื้อโรคนั้นมีมากมายอยู่รอบตัวเราอยู่แล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่แต่กับตัวบุคคลด้วย ผู้ที่มักไม่สบายจริงๆ แล้วเป็นเพราะ ร่างกายอ่อนแอมากกว่า เพราะจะสั่งเกตได้ว่ามีผู้คนมากมายที่แม้อากาศจะหนาว คนที่อยู่ในที่หนาวเย็นโดยส่วนใหญ่ก็ยังสุขภาพดีได้ แต่เชื้อโรคที่ก่อให้เกิดโรคนั้นแท้จริงอยู่ภายในบ้าน และในช่วงที่อากาศหนาวเย็นเราก็มักจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่ค่อยออกกำลังกาย ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการไม่สบายได้ จริง ๆ แล้วมีผลการวิจัยว่าการได้รับอากาศหนาวเย็นบ้างยิ่งดีต่อสุขภาพ เพราะจะช่วยเพิ่มอัตราการเร่งของหัวใจ ทำให้ร่างกายอบอุ่น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายได้ทำงานนั่นเอง

2.สมองของเรา สามารถทำงานเพียง 10%
การที่มีความเชื่อนี้เกิดขึ้น ทำให้มีการทดสอบ และพบว่ามันไม่จริง จากผลการทดสอบพบว่า ในขณที่เราทำกิจกรรมต่าง ๆ วิ่ง เดิน นอนหลับ หรือหัวเราะ สมองทุกส่วนก็ยังทำงานประสานกันเป็นปกติ ซึ่งไม่พบว่าจะมีสมองส่วนใดเลยที่หยุดนิ่ง ไม่ทำงาน หรือไม่ถูกกระตุ้น ดังนั้นความเชื่อนี้จึงไม่เป็นความจริง ทั้งนี้พบว่าความเชื่อนี้อาจจะเป็นเพียงกุศโลบายให้เด็กๆ หรือวัยต่างๆ มีความพยายามที่จะกระตุ้นให้เราพัฒนาทักษะความสามารถของตัวเองให้ถึงขีดสุด มากกว่าการหยุดขี้เกียจอยู่กับที่นั่นเอง

3.น้ำตาลทำให้เด็กอาละวาด
ความเชื่อนี้ช่างเป็นความเชื่อที่ค่อนข้างมีมูลเหตุ ที่เป็นอย่างนี้ เพราะว่าเด็กมักชอบทานขนมหวาน ลูกอม ไอศกรีม ซึ่งล้วนแล้วมีน้ำตาลทั้งสิ้น และด้วยพลังของเด็กๆ ที่เหลือเฟืออยู่แล้วนั้น ก็แทบทำให้เราเชื่อได้เลยว่า ทานนำตาลมากๆ เด็กจะอาละวาด ความเชื่อนี้ไม่เป็นความจริง แม้ว่าน้ำตาลทำให้เด็กตื่นตัวก็จริง แต่ก็ทำให้เด็กมีความสงบลงมากกว่าอารมณ์รุนแรง มีการวิเคราะห์ว่าความเชื่อดังกล่าวน่าจะมาการที่พ่อแม่เห็นเด็ก ๆ มารวมตัวกัน กินขนมและของหวาน และเล่นกันแบบควบคุมไม่อยู่ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ได้มาจากผลของน้ำตาลโดยตรง แต่เป็นผลมาจากความกระตือรือร้นของเด็ก ๆ เองที่ได้กินขนมและได้สนุกกับเพื่อน ๆ มากกว่า

bookmark_borderเบาหวาน-ความดันสูง เกี่ยวข้องกันอย่างไร

เบาหวาน-ความดันโลหิตสูง เป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกัน โดยพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ ทำให้เกิดความผิดปกติตามมา คือ น้ำตาลในเลือดนั้นก็สูงขึ้น และพบว่า 1 ใน 3 ก็จะป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงด้วยเช่นกัน และถ้าหากโรคทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อไหร่ ผลของโรคหนึ่งจะทำให้อาการของอีกโรคแย่ลงไปกว่าเดิม ทั้งนี้โรคเบาหวานจะกดให้ความสามารถในการขยายตัวของหลอดเลือดลดลงและยังส่งผลทำให้ร่างกายจัดการกับอินซูลินได้ยากขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ จึงส่งผลให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้นด้วย
ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง อาจมีอาการกำเริบขึ้นพร้อมกัน และเกิดขึ้นร่วมกัน เพราะโรคเหล่านี้มีสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของน้ำหนักตัวที่มากเกิน การรับประทานทานอาหารที่ทำร้ายสุขภาพ และการละเลยไม่ออกกำลังกาย
การป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานพร้อมกัน จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน รวมถึงโรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และอาจเกิดปัญหาเกี่ยวกับโรคจอประสาทตาเสื่อมซึ่งส่งผลร้ายแน่ๆ ต่อคุณภาพชีวิต จนอาจถึงการทำให้เกิดภาวะทุพพลภาพเลยทีเดียว และท้ายที่สุด คือ อาจจะอันตรายถึงชีวิตได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง
1. ประวัติคนในครอบครัวที่เคยเป็นโรคหัวใจ

2. เกิดภาวะความเครียด

3. การรับประทานอาหารที่มีไขมันหรือโซเดียมสูง

4. การไม่ออกกำลังกาย

5. อายุมากขึ้น

6. น้ำหนักเกินมาตรฐาน

7. การสูบบุหรี่

8. การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก

9. โรคเรื้อรัง อาทิ โรคหยุดหายใจขณะหลับหรือ โรคไต เป็นต้น

แนวทางการป้องกันโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง
1. การลดน้ำหนัก ผู้ป่วยที่มี BMI ≥25 กก./ม.2 ทุกๆ น้ำหนัก ที่ลดลง 1 กก. สามารถลดความดันตัวบน ได้ เฉลี่ย 1 มม.ปรอท โดยรวมการลดน้ำหนัก 10กก. สามารถลดความดันตัวบนได้เฉลี่ย 5-20 มม.ปรอท

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายอย่างน้อย 5 วัน/สัปดาห์ วันละอย่างน้อย 30 นาที สามารถช่วยลดความดันตัวบนลงเฉลี่ย 4 มม.ปรอท

3. การเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
• การบริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,300 มก./วัน สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ทั้งในผู้ป่วยที่มี และไม่มีโรคความดันโลหิตสูง

• เกลือแกง (โซเดียมคลอไรด์) 1 ช้อนชา (5กรัม) โซเดียม 2,000 มก.

• น้ำปลา 1 ช้อนชา มีโซเดียมประมาณ 350-500 มก.

• ซีอิ๊ว 1 ช้อนชา มีโซเดียมประมาณ 320-455 มก.

• ผงชูรส 1 ช้อนชามีโซเดียม 492 มก.

4. การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่น้อย ผู้หญิงไม่เกิน 1 ดื่มมาตรฐาน ( Standard drink ) ต่อวัน และผู้ชายไม่เกิน 2 ดื่มมาตรฐานต่อวัน ปริมาณ 1 ดื่มมาตรฐานของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หมายถึง เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ประมาณ10กรัม ได้แก่เบียร์ 5% : 240มล., เบียร์ 6.4% : 1/2กระป๋อง หรือ 1/3ขวดใหญ่, ไวน์ 12% : 100 มล.

5. เลิกสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่มีนิโคตินซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและโรคหลอดเลือดสมอง

bookmark_borderอันตรายของ ‘เชื้ออะมีบา’ ในอาหาร

จากข่าวสองสามีภรรยาชาวออสเตรเลียเดินทางมาท่องเที่ยวที่ไทยเมื่อปี 2560 และล้มป่วยเป็นเวลากว่า 2 ปี โดยอ้างว่าได้รับปรสิตจากการกินผัดไทย ทำให้หลายคนสงสัยว่า เชื้อปรสิตที่ว่านี้คืออะไร พบได้ที่ไหน อันตรายอย่างไร และเราจะมีวิธีหลีกเลี่ยงอันตรายจากเชื้อปรสิตในอาหารได้อย่างไร ขอนำข้อมูลอันมีประโยชน์จากเฟซบุคเพจ สาระสุขภาพยาน่ารู้โดยเภสัชกรอุทัย มาฝากกัน

เชื้อปรสิตในอาหาร คืออะไร?
จริงๆ แล้วเราสามารถพบเชื้อโรคในอาหารได้หลายชนิด ในกรณีนี้เป็นเชื้อปรสิตที่เป็น “เชื้ออะมีบา” ที่มีชื่อว่า Dientamoeba fragilis ที่เรียกว่าเป็นปรสิตเพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในแหล่งธรรมชาติตามปกติ เช่น แม่น้ำลำคลอง สัตว์ทะเล ผักต่างๆ รวมไปถึงของที่มนุษย์สร้างขึ้นอย่างเส้นก๋วยเตี๋ยว ภาชนะที่บรรจุ น้ำที่ใช้ในการปรุงอาหาร ฯลฯ ก็อาจเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเชื้ออะมีบาเหล่านี้ได้เช่นกัน

เชื้อปรสิตในอาหาร อันตรายแค่ไหน?
การติดเชื้อจากอาหารเป็นไปได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับว่าพบเชื้อนั้นได้จากที่ไหน อาจจะพบเชื้อตั้งแต่ในวัตถุดิบ หรืออาจเกิดขึ้นระหว่างการปรุง อาจเป็นเชื้อที่อยู่ในภาชนะใส่อาหาร อุปกรณ์ทำอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย

อาการที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายของเรา จะหนักหรือเบา ก็ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานโรคในร่างกายของเราด้วยว่าสามารถต่อสู้ และตอบสนองต่อการทำงานของเชื้อเหล่านั้นได้มากน้อยแค่ไหน

โรคที่อาจเกิดขึ้นได้จากอะมีบามีมากมาย ขึ้นอยู่กับชนิดของอะมีบาที่พบ แต่สำหรับเชื้อ Dientamoeba fragilis อาจก่อให้เกิดอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร เช่น

  1. ปวดท้อง
  2. ท้องเสีย
  3. ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีแก๊สในกระเพาะอาหารเยอะผิดปกติ
  4. อาเจียน
  5. ไม่อยากอาหาร
    เป็นต้น

วิธีรักษาอาการติดเชื้อปรสิตในอาหาร
ส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้น เช่น หากมีอาการท้องเสีย สามารถดื่มน้ำเกลือแร่ ORS เพื่อทดแทนน้ำที่เสียไปจากร่างกาย ปวดท้อง คลื่นไส้ก็รับยารักษาไปตามอาการของแต่ละคน เนื่องจากร่างกายของคนเราสามารถมีระบบทำลายเชื้ออะมีบาเหล่านี้ในระบบทางเดินอาหารอยู่แล้ว หากร่างกายไม่อยู่ในสภาวะที่แย่มาก หรือเชื้อมีความแข็งแรงมากจริงๆ

วิธีหลีกเลี่ยงอาหารเสี่ยงเชื้อปรสิต

  1. เลือกรับประทานอาหารจากร้านอาหารที่มีความสะอาด ถูกหลักอนามัย สังเกตความสะอาดทั้งจากวัตถุดิบ อุปกรณ์ในการทำอาหาร ภาชนะใส่จาน โต๊ะ เก้าอี้ สภาพแวดล้อมภายในร้าน และสถานที่ตั้งของร้าน
  2. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแปลกๆ ที่ไม่คุ้นเคย ในที่ที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่ทราบว่าทำมาจากอะไร ที่ไหน
  3. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
  4. รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อให้ภูมิต้านทานโรคทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา
  5. หากมีอาการผิดปกติหลังรับประทานอาหาร 3-6 ชั่วโมง ควรรีบพบแพทย์

bookmark_borderหลอดเลือดสมองอุดตัน เสี่ยงอัมพาต

 

โรคหลอดเลือดสมองอุดตันไม่เพียงแต่มีอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต แต่ยังร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากรักษาไม่ทันท่วงที ที่สำคัญปัจจุบันผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงไม่ใช่เฉพาะแต่ผู้สูงอายุเท่านั้น แต่วัยรุ่นและวัยทำงานก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ ดังนั้นการรู้เท่าทันโรคและเทคนิคการรักษาหลอดเลือดสมองอุดตันจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรละเลย

สังเกต FAST ก่อนสาย

อาการโรคหลอดเลือดสมองอุดตันที่เรียกว่า FAST ควรต้องสังเกตและหากพบต้องรีบนำส่งแพทย์ทันที ได้แก่

F – Face Dropping : ยิ้มแล้วมุมปากตก

A – Arm Weakness : ยกมือแล้วกำไม่ได้ แขนขาไม่มีแรง

S – Speech Difficulty : พูดไม่ชัด พูดไม่ออก

T – Time To Call : โทร.แจ้งนำส่งโรงพยาบาล

รวมถึงอาการเดินเซ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะรุนแรงกะทันหันก็เป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมองอุดตันที่ต้องสังเกตร่วมด้วย

รอดได้ด้วย MAGIC NUMBER 4.5

โดยนับตั้งแต่สังเกตอาการแล้วมาถึงโรงพยาบาลภายใน 4.5 ชั่วโมง แพทย์สามารถให้ยาสลายลิ่มเลือดหรือ rtPA ทางหลอดเลือดดำ ส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีภาวะสมองขาดเลือด แต่ไม่พบภาวะเลือดออกในสมองมีเลือดไปเลี้ยงสมองได้ทัน

ส่วนผู้ป่วยที่มาช้าเกิน 4.5 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ โดยผ่านการตรวจวินิจฉัยแล้วว่าเซลล์สมองยังไม่ตายจากการอุดตันของลิ่มเลือดขนาดใหญ่จะต้องอาศัยการใส่สายสวนหลอดเลือดสมองแทนการให้ยา rtPA

02

รักษาหลอดเลือดแดงอุดตันขนาดใหญ่

การตรวจวินิจฉัยหลอดเลือดแดงอุดตันขนาดใหญ่ด้วยเทคโนโลยี MRI SCAN ช่วยให้มองเห็นความเสียหายชัดเจน ทำการรักษาได้มีประสิทธิภาพ โดยมีเครื่อง Bi-plane DSA เป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญในการดึงลิ่มเลือดอุดตัน เป็นการผ่าตัดแบบ Minimal Invasive โดยใส่สายสวนไปเปิดหลอดเลือดสมองที่อุดตัน โดยไม่ต้องเปิดกะโหลกศีรษะ แต่จะมีแผลเล็กที่บริเวณขาหนีบที่เป็นที่ใส่สายสวน เนื่องจากสายสวนจะถูกใส่ผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ช่วงลำตัว ช่องอก ต่อเข้าไปที่หลอดเลือดบริเวณคอ เข้าไปในสมองโดยที่ไม่ผ่านเข้าหลอดเลือดแดงของหัวใจ ต่อด้วยการฉีดสารทึบรังสีเพื่อให้เห็นแนวของหลอดเลือดชัดเจน โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะใช้วิธีดูดหรือนำลวดหรือตะแกรงเข้าไปเกี่ยวลิ่มเลือดที่อุดตัน

ดูแลหลังผ่าตัดคือหัวใจสำคัญ

การได้รับการดูแลหลังผ่าตัดคือสิ่งสำคัญ โรงพยาบาลกรุงเทพมี Personal Health Management และ Stroke Coordinator ประสานงานกัน โดยเฟสแรกผู้ป่วยจะเข้าไอซียู เฟสที่สองคือการฟื้นฟู และการทำกายภาพบำบัดสำคัญมากภายใน 3 เดือนแรกต้องทำอย่างสม่ำเสมอ โดยมีทีม Physical Therapy ช่วยฝึกกำลังแขนขา Speech Therapy ฝึกการพูด Cognitive Function ฟื้นฟูการรับรู้ หลังผ่าตัดผู้ป่วยหลายรายมักมีอาการซึมเศร้า โรงพยาบาลกรุงเทพมีศูนย์ฟื้นฟูจิตใจที่ช่วยดูแลให้ผู้ป่วยกลับมามีความสุขอีกครั้ง

ป้องกันหลอดเลือดสมองอุดตัน

  • กินอาหารครบ 5 หมู่
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • ระวังอย่าให้น้ำหนักเกิน
  • ตรวจร่างกายประจำปี วัดความดัน เช็กเบาหวาน คลื่นหัวใจ ตรวจการนอนกรน
  • คนที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีอาการน่าสงสัยควรทำอัลตราซาวนด์หลอดเลือดที่คอเพื่อดูว่ามีคราบไขมันจับหรือตีบหรือไม่

ตัวอย่างเคสผู้ป่วยอายุ 60 ปีที่แข็งแรงมาก ตื่นนอนตอนเช้าแล้วฟุบลงกับพื้น ผู้ป่วยถูกส่งตัวมาจากนครปฐม อาการคือหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ท้ายทอยอุดตัน หลังจากได้รับการรักษาด้วยการฉีดสีหลอดเลือดสมองแล้วลากลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดสมอง ภายใน 2 ชั่วโมง ผู้ป่วยเริ่มขยับแขนขาได้ วันที่สามลุกนั่งได้ กลับจากโรงพยาบาลสามารถเดินเองได้ ในวันนั้นหากมามันไม่ทันเวลาและไม่ได้รับการรักษาด้วยทีมและเครื่องมือที่พร้อมอาจจะเสียชีวิตได้

ความน่ากลัวของโรคหลอดเลือดสมองอุดตันคือ อายุไม่ใช่ตัวบอกโรคอีกต่อไป คนทุกวัยและคนที่สุขภาพดีก็สามารถเป็นได้ สิ่งสำคัญคือหากป่วยด้วยโรคนี้จะต้องมารักษาให้ทันเวลากับแพทย์เฉพาะทางที่มากด้วยประสบการณ์ในโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือและบุคลากรที่พร้อมจึงจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตและลดความเสี่ยงจากการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งโรงพยาบาลกรุงเทพมุ่งมั่นคัดสรรเทคโนโลยีที่ทันสมัยและพัฒนาองค์ความรู้ในการรักษา เพื่อสร้างรูปแบบการรักษาที่เชื่อมั่นให้กับผู้ป่วย โดยร่วมมือกับ Oregon Health and Science University ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วยยกระดับบริการให้ทัดเทียม แสดงถึงการให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัย ไม่ใช่แค่การรักษาเพียงอย่างเดียว