bookmark_borderหลอดเลือดสมองอุดตัน เสี่ยงอัมพาต

 

โรคหลอดเลือดสมองอุดตันไม่เพียงแต่มีอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต แต่ยังร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ หากรักษาไม่ทันท่วงที ที่สำคัญปัจจุบันผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงไม่ใช่เฉพาะแต่ผู้สูงอายุเท่านั้น แต่วัยรุ่นและวัยทำงานก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ ดังนั้นการรู้เท่าทันโรคและเทคนิคการรักษาหลอดเลือดสมองอุดตันจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรละเลย

สังเกต FAST ก่อนสาย

อาการโรคหลอดเลือดสมองอุดตันที่เรียกว่า FAST ควรต้องสังเกตและหากพบต้องรีบนำส่งแพทย์ทันที ได้แก่

F – Face Dropping : ยิ้มแล้วมุมปากตก

A – Arm Weakness : ยกมือแล้วกำไม่ได้ แขนขาไม่มีแรง

S – Speech Difficulty : พูดไม่ชัด พูดไม่ออก

T – Time To Call : โทร.แจ้งนำส่งโรงพยาบาล

รวมถึงอาการเดินเซ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะรุนแรงกะทันหันก็เป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมองอุดตันที่ต้องสังเกตร่วมด้วย

รอดได้ด้วย MAGIC NUMBER 4.5

โดยนับตั้งแต่สังเกตอาการแล้วมาถึงโรงพยาบาลภายใน 4.5 ชั่วโมง แพทย์สามารถให้ยาสลายลิ่มเลือดหรือ rtPA ทางหลอดเลือดดำ ส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีภาวะสมองขาดเลือด แต่ไม่พบภาวะเลือดออกในสมองมีเลือดไปเลี้ยงสมองได้ทัน

ส่วนผู้ป่วยที่มาช้าเกิน 4.5 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ โดยผ่านการตรวจวินิจฉัยแล้วว่าเซลล์สมองยังไม่ตายจากการอุดตันของลิ่มเลือดขนาดใหญ่จะต้องอาศัยการใส่สายสวนหลอดเลือดสมองแทนการให้ยา rtPA

02

รักษาหลอดเลือดแดงอุดตันขนาดใหญ่

การตรวจวินิจฉัยหลอดเลือดแดงอุดตันขนาดใหญ่ด้วยเทคโนโลยี MRI SCAN ช่วยให้มองเห็นความเสียหายชัดเจน ทำการรักษาได้มีประสิทธิภาพ โดยมีเครื่อง Bi-plane DSA เป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญในการดึงลิ่มเลือดอุดตัน เป็นการผ่าตัดแบบ Minimal Invasive โดยใส่สายสวนไปเปิดหลอดเลือดสมองที่อุดตัน โดยไม่ต้องเปิดกะโหลกศีรษะ แต่จะมีแผลเล็กที่บริเวณขาหนีบที่เป็นที่ใส่สายสวน เนื่องจากสายสวนจะถูกใส่ผ่านหลอดเลือดแดงใหญ่ช่วงลำตัว ช่องอก ต่อเข้าไปที่หลอดเลือดบริเวณคอ เข้าไปในสมองโดยที่ไม่ผ่านเข้าหลอดเลือดแดงของหัวใจ ต่อด้วยการฉีดสารทึบรังสีเพื่อให้เห็นแนวของหลอดเลือดชัดเจน โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะใช้วิธีดูดหรือนำลวดหรือตะแกรงเข้าไปเกี่ยวลิ่มเลือดที่อุดตัน

ดูแลหลังผ่าตัดคือหัวใจสำคัญ

การได้รับการดูแลหลังผ่าตัดคือสิ่งสำคัญ โรงพยาบาลกรุงเทพมี Personal Health Management และ Stroke Coordinator ประสานงานกัน โดยเฟสแรกผู้ป่วยจะเข้าไอซียู เฟสที่สองคือการฟื้นฟู และการทำกายภาพบำบัดสำคัญมากภายใน 3 เดือนแรกต้องทำอย่างสม่ำเสมอ โดยมีทีม Physical Therapy ช่วยฝึกกำลังแขนขา Speech Therapy ฝึกการพูด Cognitive Function ฟื้นฟูการรับรู้ หลังผ่าตัดผู้ป่วยหลายรายมักมีอาการซึมเศร้า โรงพยาบาลกรุงเทพมีศูนย์ฟื้นฟูจิตใจที่ช่วยดูแลให้ผู้ป่วยกลับมามีความสุขอีกครั้ง

ป้องกันหลอดเลือดสมองอุดตัน

  • กินอาหารครบ 5 หมู่
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • ระวังอย่าให้น้ำหนักเกิน
  • ตรวจร่างกายประจำปี วัดความดัน เช็กเบาหวาน คลื่นหัวใจ ตรวจการนอนกรน
  • คนที่มีปัจจัยเสี่ยงหรือมีอาการน่าสงสัยควรทำอัลตราซาวนด์หลอดเลือดที่คอเพื่อดูว่ามีคราบไขมันจับหรือตีบหรือไม่

ตัวอย่างเคสผู้ป่วยอายุ 60 ปีที่แข็งแรงมาก ตื่นนอนตอนเช้าแล้วฟุบลงกับพื้น ผู้ป่วยถูกส่งตัวมาจากนครปฐม อาการคือหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ท้ายทอยอุดตัน หลังจากได้รับการรักษาด้วยการฉีดสีหลอดเลือดสมองแล้วลากลิ่มเลือดออกจากหลอดเลือดสมอง ภายใน 2 ชั่วโมง ผู้ป่วยเริ่มขยับแขนขาได้ วันที่สามลุกนั่งได้ กลับจากโรงพยาบาลสามารถเดินเองได้ ในวันนั้นหากมามันไม่ทันเวลาและไม่ได้รับการรักษาด้วยทีมและเครื่องมือที่พร้อมอาจจะเสียชีวิตได้

ความน่ากลัวของโรคหลอดเลือดสมองอุดตันคือ อายุไม่ใช่ตัวบอกโรคอีกต่อไป คนทุกวัยและคนที่สุขภาพดีก็สามารถเป็นได้ สิ่งสำคัญคือหากป่วยด้วยโรคนี้จะต้องมารักษาให้ทันเวลากับแพทย์เฉพาะทางที่มากด้วยประสบการณ์ในโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือและบุคลากรที่พร้อมจึงจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตและลดความเสี่ยงจากการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งโรงพยาบาลกรุงเทพมุ่งมั่นคัดสรรเทคโนโลยีที่ทันสมัยและพัฒนาองค์ความรู้ในการรักษา เพื่อสร้างรูปแบบการรักษาที่เชื่อมั่นให้กับผู้ป่วย โดยร่วมมือกับ Oregon Health and Science University ประเทศสหรัฐอเมริกา ช่วยยกระดับบริการให้ทัดเทียม แสดงถึงการให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัย ไม่ใช่แค่การรักษาเพียงอย่างเดียว

bookmark_borderเตรียมตัวให้พร้อมก่อนวิ่งมาราธอน

ยอดจอมยุทธมักเลือกอาวุธคู่กายที่ดีฉันใด.. นักวิ่งที่ดีย่อมหาไอเท่มที่เหมาะสมมาใส่ตัวฉันนั้น
หนึ่งประเด็นที่สำหรับนักวิ่งมาราธอนคือ ส่วนใหญ่มักคิดว่าตัวเองได้วิ่งเป็นประจำอยู่แล้ว จะกินอะไรก็ได้ เดี๋ยวพอวิ่งก็เบิร์นออกหมด แล้วพอจะลงแข่งค่อยไปอัดอะไรเสริมเอาอีกที ปรากฏว่าวิ่งไม่ออกมั่ง เจ็บมั่ง สุดท้ายตัวเองก็ไม่พอใจกับเวลาที่ออกมา บางรายเกิดอาการบาดเจ็บหลังวิ่งรายการหน้าก็ไม่ได้ลงวิ่งอีก

ความจริงที่ควรทราบ คือ อาหารที่เรากินจะส่งผลกับร่างกาย และสมรรถภาพการวิ่งของตัวเองเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นยังส่งผมถึงกล้ามเนื้อ และฮอร์โมนของนักวิ่งอีกด้วย

ทีนี้ เรามาดูกันว่า นักวิ่งที่ดีเวลาจะไปวิ่งมาราธอน เค้ากินอะไรกัน?

ก่อนวิ่ง เราควรกิน

  • พาสต้า เป็นแป้งที่มีคาร์โบไฮเดรทสูง เป็นแหล่งพลังงานชั้นดี ของกล้ามเนื้อ
  • กล้วย อุดมไปด้วยแร่ธาตุโปแตสเซียม (Potassium) ช่วยควบคุมการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ และแมกนีเซียม (Magnesium) ช่วยลดการเกิดตะคริว
  • แตงโม มีกรดอะมิโน Citrulline ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อ และลดการปวดเมื่อยหลังวิ่ง
  • มันฝรั่ง มีแร่ธาตุแมงกานีซ (Manganese) ช่วยเพิ่มการเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายและเสริมความแข็งแรงของกระดูก
  • น้ำผลไม้คั้นสด เป็นแหล่งของวิตามินซี (Vitamin C) ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน ป้องกันหวัด และให้ความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า

หลังวิ่ง เราควรกิน

  • น้ำมะพร้าว ช่วยทดแทนเกลือแร่ที่ร่างกายเสียไปกับเหงื่อ มีปริมาณน้ำตาลต่ำกว่าเครื่องดื่มเกลือแร่ทั่วไป เหมาะสำหรับนักวิ่งที่อยากควบคุมน้ำหนัก
  • อะโวคาโด เป็นแหล่งของกรดไขมันชั้นดี (HDL) ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มีวิตามินอี (Vitamin E) สูง ช่วยลดการอักเสบของข้อต่างๆ
  • ถั่วอัลมอนด์ อุดมไปด้วยทองแดง (Copper) ช่วยบำรุงต่อมไทรอยด์ที่ควบคุมการเผาผลาญ และเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย
  • เบอร์รี่ มีสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) สูง ช่วยให้วิตามินซีทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดอาการสมองล้า
  • แซลมอน เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า3 (Omega3 fish oil) ช่วยลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย มีวิตามินดี (Vitamin D) สูง ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และลดความเครียด

ทั้งนี้ การวิ่งแบบฮาร์ฟมาราธอน และฟูลมาราธอน ควรจะทานก่อนวิ่งประมาณ 2 ชม. เพื่อป้องกันการจุกระหว่างวิ่ง เนื่องจากอาจจะต้องทานสะสมไว้เป็นจำนวนมากให้พอกับการวิ่งแต่ละระยะ แต่สำหรับการวิ่งระยะสั้นไม่เกิน 10 กิโลเมตร ไม่จำเป็นต้องทานเยอะ อาจจะแค่กล้วยหอม 1 ลูก หรือนม 1 กล่อง ก่อนวิ่งประมาณ 1 ชม. ก็เพียงพอ

bookmark_borderภาวะขาดน้ำ สัญญาณเตือน

ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องใช้สารอาหารต่างๆ ในการหล่อเลี้ยงเพื่อเพิ่มพลังงานที่จำเป็นและเหมาะสม หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปในแต่ละวัน ร่างกายก็จะแสดงสัญญาณการทำงานที่ไม่สมบูรณ์ออกมาให้เราได้เห็น

โดยเฉพาะหากเมื่อปล่อยให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดน้ำเป็นระยะเวลานาน สัญญาณอันตรายต่างๆ ก็จะแสดงอาการออกมาให้ได้รู้ว่าคุณกำลังอยู่ในสภาวะขาดน้ำ

เนื่องด้วยน้ำถือเป็นสิ่งสำคัญที่ร่างกายต้องได้รับในแต่ละวันอย่างเพียงพอ แม้จะไม่มีสารอาหารสำคัญใดๆ ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นปัจจัยกระตุ้นให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายทำงานอย่างเป็นปกติได้

มาดูกันดีกว่าว่า เมื่อร่างกายของคุณอยู่ในสภาวะขาดน้ำ จะส่งสัญญาณเตือนอันตรายใดกับตัวคุณบ้าง

1.ปวดศีรษะ
หลายคนที่มีอาการปวดศีรษะอยู่บ่อยครั้ง อาจจะคิดว่าเกิดจากความเครียด หรือโรคประจำตัวอย่างเช่น ไมเกรน แต่ก็ยังมีอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ นั่นก็คือ การที่ร่างกายขาดน้ำนั่นเอง

โดยอาการปวดศีรษะจากการขาดน้ำจะมีลักษณะคล้ายกับอาการปวดศีรษะโดยทั่วไป แต่จะปวดยิ่งขึ้น เมื่อคุณออกแรงเคลื่อนไหวมากขึ้น โดยเฉพาะตอนระหว่างที่คุณกำลังเดินและกระแทกเท้าแรงๆ ศีรษะจะเกิดอาการปวดจากแรงกระแทกนั้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ อาจจะมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า และคลื่นไส้ ในกรณีที่ปวดศีรษะจากการขาดน้ำเกิดขึ้นร่วมด้วย

2.ปากแห้ง มีกลิ่นปาก
น้ำเป็นสิ่งจำเป็นในการหล่อเลี้ยงความชุ่มชื้นให้กับร่างกายทุกส่วน หากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอ แน่นอนว่าผิวหนังรวมไปถึงริมผีปากก็จะเกิดความแห้งกร้าน ส่งผลให้ปากแห้ง ริมฝีปากแตกเป็นขุย

นอกจากนี้ ยังเกิดปัญหาในช่องปากได้อีกประการนั่นก็คือ การมีกลิ่นปาก เนื่องมาจากปริมาณน้ำที่ดื่มเข้าไปไม่เพียงพอต่อการชะล้างสิ่งสกปรกหรืออาหารต่างๆ ในแต่ละมื้อ ทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดกลิ่นปากตามมาได้

3.ผิวแห้งกร้าน
นอกจากปากแห้งแล้ว ปัญหาสำคัญของผู้ที่ขาดน้ำเป็นระยะเวลานานคือ ผิวหนังจะแห้งกร้านตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นอาการที่สังเกตได้โดยง่าย เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณดื่มน้ำน้อยลง ไม่เพียงพอต่อการนำไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ

น้ำมันที่ผิวหนังผลิตออกมาในทุกๆ วันนั้น ก็จะเกิดความผิดปกติ ส่งผลให้ผิวหนังแห้งกร้านตามไปด้วย จากผิวที่เคยชุ่มชื้น ก็จะดูแห้งแตก และกร้าน ซึ่งอาจจะนำไปสู่อาการคันตามผิวหนังจากปัญหาผิวแห้งได้

4.เจ็บหรือปวดตามข้อ
อาการขาดน้ำยังส่งผลถึงระบบต่างๆ ภายในร่างกาย โดยเฉพาะจุดเชื่อมต่อของกระดูก 2 ชิ้นซึ่งเป็นบริเวณที่มีกระดูกอ่อน ซึ่งจุดดังกล่าวจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก เพื่อคอยทำหน้าที่เป็นสารหล่อลื่น ซึ่งช่วยให้ปลายกระดูกบริเวณที่เชื่อมต่อกันนั้น เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วและอิสระ

ดังนั้น หากร่างกายของคุณขาดน้ำ ย่อมทำให้น้ำในส่วนดังกล่าวของกระดูกอ่อนหายไปเช่นกัน ส่งผลให้อาจเกิดอาการเจ็บหรือปวดตามข้อกระดูกต่างๆ ตามมาได้

5.ท้องผูก
น้ำคือสิ่งสำคัญในกระบวนการเคลื่อนไหวของลำไส้ แน่นอนว่าหากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอ การกระตุ้นลำไส้ก็จะเกิดความบกพร่อง ทำให้อุจจาระเกาะตัวเป็นก้อนแข็งและเคลื่อนไหวไปยังระบบขับถ่ายได้ช้า

ผู้ที่ประสบปัญหาท้องผูกจะสังเกตอาการนี้ได้ชัดในกรณีที่คุณดื่มน้ำน้อย หรือรับประทานอาหารที่ขาดกากใยสำคัญซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของการขับถ่าย เพราะฉะนั้น หากรู้ตัวว่าขับถ่ายได้ยากกว่าปกติ การดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอจะสามารถช่วยได้อย่างแน่นอน

6.หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละวัน เพราะหากคุณขาดน้ำเป็นเวลานาน การหล่อเลี้ยงอวัยวะสำคัญทั้งภายนอกและภายในต่างๆ ก็จะเกิดความผิดปกติ เช่นเดียวกับระบบความดันโลหิตที่จะทำงานบกพร่อง

เนื่องด้วยสารอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายไม่สมดุล ส่งผลให้เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ และก่อให้เกิดอาการช็อกหรือหมดสติตามมา

7.ไม่ค่อยมีสมาธิ
เมื่ออยู่ในสภาวะขาดน้ำ สมองจะมีประสิทธิภาพลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากการวิจัยพบว่า การขาดน้ำเพียง 2% ของมวลกาย จะส่งผลเสียต่อการประมวลผลทางสมอง ทำให้การทำกิจกรรมหรือการทำงานต่างๆ ที่ต้องใช้สมาธิเป็นไปได้อย่างไม่สมบูรณ์

และยังทำให้ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ ได้ไม่ดีเท่าที่ควรอีกด้วย

8.เกิดความอยากอาหารมากขึ้น
การดื่มน้ำไม่เพียงพอในแต่ละวัน จะส่งผลต่อพฤติกรรมการรับประทานอาหารของคุณด้วยเช่นกัน โดยเมื่อคุณรู้สึกอยากอาหาร แสดงว่าร่างกายกำลังขาดเกลือแร่ หรือขาดสารอาหารสำคัญ

ทำให้ร่างกายเกิดภาวะความอยากในการนำสิ่งอื่นเข้าไปทดแทน ดังนั้น หากคุณรู้สึกหิวผิดปกติ อยากรับประทานมากขึ้น ให้คุณลองดื่มน้ำก่อน อาจจะช่วยแก้ปัญหาความหิวหรือความอยากอาหารเกินความจำเป็นที่จะเกิดขึ้นได้

 

bookmark_borderออกกำลังกายให้เหมาะสมกับช่วงอายุ วิธีง่ายๆ ที่ไม่ทำร้ายตัวเอง

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็หันมาออกกำลังกายมากขึ้น ไม่ว่าจะวัยไหนก็ควรที่จะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังกายจะทำให้มีสุขภาพที่แข็งแรง แถมยังทำให้สมรรถภาพของหัวใจและปอดดีขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น อีกทั้งยังส่งผลทำให้อายุยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกด้วย

เลือกให้ถูกประเภท…สอดคล้องกับอายุ
ใช่ว่าการออกกำลังกายจะสามารถทำได้เหมือนกันหมดทุกช่วงอายุ จริงอยู่ที่การออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นประจำเพื่อชะลอความเสื่อมต่างๆ ของร่างกายและส่งเสริมให้ระบบต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น แต่ความต่างของอายุและวัยก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ควรออกให้เหมาะสม เราจะพามาดู การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด!

วัยเด็กกำลังโต
สำหรับวัยนี้ควรเน้นความสนุกสนาน และควรคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก โดยจะเน้นเสริมการเคลื่อนไหวที่ยืดเหยียดเนื่องจากมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและกล้ามเนื้อ เพราะในวัยนี้ร่างกายยังหลั่งฮอร์โมนเพื่อช่วยในการเจริญเติบโต (Growth Hormones) ควรการเลือกเล่นกีฬา เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล เทนนิส แบดมินตัน ว่ายน้ำ ฯลฯ เพราะนอกจากจะได้ใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายแล้ว ยังเป็นการช่วยเพิ่มความคล่องแคล่ว และฝึกสมาธิได้ดี

วัยรุ่นสร้างตัว
วัยนี้เรียกได้ว่าเป็นวัยที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างพื้นฐานร่างกายให้มีความแข็งแรง เพราะมีอัตราการเผาผลาญที่ดี และมีความพร้อมที่จะสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ วัยนี้สามารถเล่นกีฬาได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล แบดมินตัน ว่ายน้ำ บาสเกตบอล ฯลฯ หรือจะเลือกเข้าฟิตเนสเสริมสร้างกล้ามเนื้อก็ได้เช่นกัน

วัยทำงาน วัยกลางคน
ในวัยนี้ร่างกายจะเริ่มมีความเหนื่อยล้า กล้ามเนื้อและกระดูกเริ่มสึกหรอตามอายุบวกกับเริ่มมีการสะสมของไขมัน เนื่องจากอัตราการเผาผลาญที่ลดลง ดังนั้นควรออกกำลังที่ไม่หนักมาก เช่น ปั่นจักรยาน วิ่งจ๊อกกิ้ง การบริหารยืดเหยียด เช่น การเล่น โยคะ พีลาทิส หรือ Body weight เบาๆ โดยใช้น้ำหนักของร่างกายเพื่อพัฒนาการเผาผลาญของกล้ามเนื้อ และที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะวอร์มอัพร่างกายเพื่อลดอาการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นหลังออกกำลังกาย

วัยเก๋าแต่หัวใจยังไหว
สำหรับวัยนี้ร่างกายผ่านการทำมายาวนาน จึงต้องรักษาสมดุลให้ร่างกายด้วย ไม่ควรทำกิจกกรรมที่หักโหม ควรใช้ร่างกายในท่าเคลื่อนไหวง่ายๆ และผ่อนคลายแบบสบายๆ เช่น การเดิน รำไทเก็ก เต้นรำ หรือท่าบริหารกล้ามเนื้อง่ายๆ ไม่ควรออกกำลังกายนานเกินไปควรกำหนดระยะเวลาออกกำลังกายให้เหมาะสมกับที่ร่างกายพอรับไหว ไม่ควรออกกำลังเกิน 30 นาที

เห็นไหมว่าการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับช่วงอายุนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะร่างกายแต่ละช่วงวัยก็ต้องการการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ หรือการบำรุงรักษาที่แตกต่างกัน เลือกออกกำลังกายให้เหมาะสมกับอายุ เพื่อยืดอายุของร่างกายให้อยู่กับเราไปนานๆ